
จี้ลงทุนCLMV
เอกชนขานรับนโยบายบีโอไอหันลงทุนตลาดเพื่อนบ้านยังเติบโตสูง 6-7% ต่อปี ชี้ 4 ประเทศเร่งปรับกฎระเบียบเอื้อนักลงทุน
เอกชนขานรับนโยบายบีโอไอหันลงทุนตลาดเพื่อนบ้านยังเติบโตสูง 6-7% ต่อปี ชี้ 4 ประเทศเร่งปรับกฎระเบียบเอื้อนักลงทุน
นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม เปิดเผยว่า ภาคเอกชนไทยมองว่า ตลาดกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) เป็นโอกาสและตลาดสำคัญที่ไทยจะต้องก้าวไป เพราะอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของทั้ง 4 ประเทศนี้โตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี มีประชากรวัยแรงงานพร้อมรองรับอุตสาหกรรม ซึ่งสวนทางกับประเทศไทยที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการที่ไทยจะมุ่งสู่อุตสาหกรรม 4.0 อุตสาหกรรมที่ยังต้องใช้แรงงานเข้มข้นต้องขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านแทน
ขณะที่ในช่วงก่อนหน้าสำนักงาน
ส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เชิญตัวแทนสำนักงานส่งเสริมการลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มซีแอลเอ็มวี มาร่วมกิจกรรมเชิงปฏิบัติ (เวิร์กช็อป) เพื่อหารือร่วมกันถึงการสร้างความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้การค้าระหว่างกันไหลผ่านได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำนักงานส่งเสริมการลงทุนของเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวี ได้แสดงความกังวลถึงตลาดการค้าระหว่างไทยกับซีแอลเอ็มวีว่า ปัจจุบันซีแอลเอ็มวีเสียเปรียบดุลการค้ากับไทยค่อนข้างมาก ทางหอการค้าไทยได้ชี้แจงว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายที่จะเติบโตไปพร้อมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน (สตรอง ทูเก็ตเทอร์) ทำให้สำนักงานส่งเสริมการลงทุนจากซีแอลเอ็มวีมีความสบายใจขึ้น
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือร่วมกันว่า จะทำอย่างไรให้ภาพรวมการไหลของสินค้าและคนข้ามแดนระหว่างกันมีความสะดวกขึ้น การประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) ครั้งที่ 7 ได้มีการพูดถึงความร่วมมือกันใน 7 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการค้า ที่จะต้องปรับให้เป็นซิงเกิ้ลวินโดว์ เพื่ออำนวยความสะดวกการค้า 2.ด้านเกษตรกรรม ทั้งเรื่องของความมั่นคงทางอาหารและการทำคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง 3.ความร่วมมือทางการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยส่งเสริมผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีอยู่ทั้งสองฝั่งร่วมกัน ไม่ใช่ให้เกิดความซ้ำกัน
สำหรับด้านที่ 4 การสร้างความเชื่อมโยงกันทางด้านระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอาจจะมีทั้งส่วนที่รัฐบาลเป็นผู้ลงทุนเอง หรือเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนลงทุน (พีพีพี) 5.ส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันแบบ 5 ประเทศ 1 ฐาน โดยใช้ซิงเกิ้ลวีซ่าในการเดินทาง 5 ประเทศ 6.การพัฒนาบุคลากรร่วมกัน ทั้งการให้ทุน จัดฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกัน และ 7.ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเน้นส่งเสริมในเรื่องของพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยจะมีการติดตามผลความคืบหน้าในการประชุมครั้งที่ 9 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในปีหน้า
อย่างไรก็ดี สำนักงานส่งเสริมการลงทุน ของไทยมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวีมากขึ้น จากเดิมที่เน้นแต่การผลิตสินค้าส่งออกไปขายในตลาดซีแอลเอ็มวีเท่านั้น
นายสนั่น กล่าวว่า ทางสำนักงานส่งเสริมการลงทุนของเมียนมา ระบุว่า ขณะนี้เมียนมากำลังปรับแก้ไขกฎระเบียบที่ล้าสมัยเพื่อเอื้อให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในเมียนมาได้ง่ายและสะดวกขึ้น ส่วนเวียดนามเองก็พร้อมต้อนรับนักลงทุนไทยให้เข้าไปลงทุนในธุรกิจด้านอื่นนอกจากธุรกิจค้าปลีก เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล โรงแรมที่พัก โลจิสติกส์และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ สปป.ลาว ก็มีนโยบายเปิดกว้างรับการลงทุนต่างชาติมากขึ้น
ขณะที่ประเทศกัมพูชายินดีเปิดรับการลงทุนจากไทยเต็มที่ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนไทยจะขยายการลงทุนไปยังเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวี







