
บริษัทหลักทรัพย์เน้นแข่งด้านบริการ
เมื่อบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) แข่งขันดุเดือดต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือ นโยบายหรือการวางแผนงานที่จะทำเป้าหมายรักษาฐานหรือเพิ่มการชิงเค้กคู่แข่ง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
เมื่อบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) แข่งขันดุเดือดต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือ นโยบายหรือการวางแผนงานที่จะทำเป้าหมายรักษาฐานหรือเพิ่มการชิงเค้กคู่แข่ง แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางด้านบริการ หนึ่งในนั้นคือเทคโนโลยี มาเป็นตัวช่วยนักลงทุนตัดสินใจลงทุน
ทิสโก้เน้นลดต้นทุน-เพิ่มบริการ
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า การแข่งขันรุนแรงมาตลอด จนเห็นค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชั่น) ปีที่ผ่านมาที่ 0.12% แต่ทิสโก้ได้มากกว่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม เมื่อกำไรลดลงจากการแบ่งเค้กที่มากขึ้นจาก บล.ใหม่ที่เข้ามา สิ่งที่ บล.ทุกแห่งจะทำคือ เน้นลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย ซึ่งนโยบายเน้นในการรักษากำไรและค่าคอมมิชชั่น มากกว่าส่วนแบ่งการตลาดที่คาดว่าจะรักษาส่วนแบ่งที่กว่า 3%
ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทจะวางจุดยืนของตัวเองว่า จะเป็นโบรกเกอร์แบบไหน หนึ่งเน้นการบริการ สองเน้นด้านเทคโนโลยีด้วยการดึงเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) มาร่วมทำงานหรือจะพัฒนาจากภายในองค์กร ซึ่ง 2 อันดับแรกแทบจะแยกกันออก เพราะต่างเป็นจุดที่เชื่อมโยงกัน และสาม บล.ที่เน้นราคา ซึ่งอย่างหลังนี้ไม่ใช่คำตอบของบริษัท
แนวทางที่ทิสโก้ปีนี้คือ จากที่มีจุดแข็งทางด้านสำนักวิจัย เริ่มมีแอพพลิเคชั่น และโปรแกรมช่วยแนะนำ กรองการลงทุนแล้ว ก็มองว่าจะต้องเพิ่มการพัฒนาไอที เพราะเป็นตัวแปรหลักในการสร้างรากฐานงานบริการเพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้าได้ดีที่สุด
กำหนดตำแหน่งให้ชัดเจน
“ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ บริษัทแม่ของ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า มองไปข้างหน้า วางแผนตั้งเป้าหมายและทำอย่างต่อเนื่องเพราะธุรกิจแต่ละอย่างจะมีวิวัฒนาการ จะเป็น บล.แบบไหนอยู่ที่แต่ละบริษัทจะเลือกเดิน ทุกวันนี้แข่งกับตัวเองมากกว่า ไม่ใช่ไม่มองคู่แข่ง แต่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร
“ของแพงกับของถูกจะมีลูกค้าแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน เหมือนร้านอาหารข้างถนนกับร้านมิชลินสตาร์ต่างมีลูกค้าของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกลูกค้าและเป็นร้านอาหารระดับไหน เพียงแต่ไม่ได้อยู่แผงข้างถนน และก็เลือกคล้ายกับร้านสตาร์บัคส์ กาแฟแก้วหลัก 100 บาท ขายความเป็นสตาร์บัคส์ที่มีสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ และสุดท้ายลูกค้าเดินกลับไปแฮปปี้ ไม่เลือกขายกาแฟราคาถูก 20-30 บาท”
เอกลักษณ์พิเศษของ เอเซีย พลัส คือ มีผลิตภัณฑ์ มีความรู้ให้ลูกค้าเยอะ และที่สำคัญมีเครือข่ายทางธุรกิจที่จะเสริมสร้างให้ลูกค้ามีความแข็งแกร่งมากขึ้นและทำแบบครบวงจร เช่น บริษัท เจมาร์ท (JMART) ที่จะเห็นบริษัทลูกทุกบริษัทใช้บริการเป็นที่ปรึกษาทุกธุรกรรม ทั้งนำไปพบโอกาสธุรกิจจนสามารถซื้อ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) โดยการออกตั๋วแลกเงิน (บี/อี)
“ดีบีเอส วิคเคอร์ส” พร้อมรุก
“ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจากปี 2559 เล็กน้อยจากกว่า 4% ซึ่งถือว่าเติบโตดีขึ้นจากปี 2558 ที่ 2.5% หลังบริษัทเริ่มมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปในการพัฒนาเครื่องมือรองรับความต้องการลูกค้าเก่า พร้อมสร้างฐานลูกค้าใหม่ด้วย
ที่ผ่านมาลูกค้าสถาบันเพิ่มขึ้นเป็นหลัก โดยมีความหลากหลายในลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น เช่น ลูกค้าผู้จัดการกองทุน และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ขณะที่การตอบสนองลูกค้ารายบุคคลก็มีการออกแบบและพัฒนามาโดยตลอด โดยร่วมมือกับฟินเทคต่างประเทศพัฒนาแอพพลิเคชั่นอย่างแบรนด์บ็อกซ์ที่มาช่วยนักลงทุนในระยะยาวและต่อยอดด้วยแอพพลิเคชั่น เพนนีสต๊อก หรือหุ้นต่ำสิบเทคนิคร้อนที่เหมาะสมกับ
ผู้ลงทุนซื้อขายระยะสั้น
“ปีนี้บริษัทเน้นรุกการทำแอพพลิเคชั่นและสื่อสารกับลูกค้ารายบุคคลที่เน้นการดูแลพอร์ตที่มีความมั่งคั่ง (เวลธ์แมเนจเมนต์) มากขึ้น เริ่มต้นจากการทำแอพ ‘ดิจิเอส’ ซึ่งเป็นระบบงานหลังบ้านเสมือนมีเลขานุการส่วนตัวคอยเตือน ดูแลทรัพย์สมบัติและบริหารจัดการเงินให้ การมีตัวช่วยทั้งระบบการซื้อขายและระบบหลังบ้านทำให้บริษัทมีการบริการที่ครบวงจรมากขึ้น และเป็นตัวช่วยที่ออกมารองรับกับทุกเซ็กเมนต์ของกลุ่มลูกค้า ปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าสถาบัน 60% และรายบุคคล 40%” ภัทธีรา กล่าว







