
จับตาทิศทางดอลลาร์ภายใต้ทรัมป์
โดย...ปารีณา พ่วงศิริ
โดย...ปารีณา พ่วงศิริ
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยมองว่า เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.20-35.50 โดยประเด็นที่จะมีอิทธิพลต่อการซื้อขายมากที่สุด คือ การเข้าสาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการของโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองเป็นการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจจากสหรัฐ ทั้งจีดีพี ไตรมาส 4 ปี 2016 ยอดขายบ้านทั้งบ้านมือสองและบ้านใหม่ ยังมีประเด็นจากสหราชอาณาจักร โดยศาลฎีกาของอังกฤษนัดที่จะเริ่มฟังผลว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษ เทเรซา เมย์ จะเริ่มกระบวนการเพื่อออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาได้หรือไม่ ทั้งนี้สัปดาห์ก่อนหน้า เทเรซา เมย์ กล่าวชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลจะให้รัฐสภาโหวตก่อนข้อตกลงสุดท้าย
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 35.38 โดยทั้งสัปดาห์เห็นการเคลื่อนไหวในกรอบที่แคบระหว่าง 35.20-35.49 ตามข่าวรายวัน และส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่มาจากตลาดสหรัฐ ช่วงกลางสัปดาห์ คำให้สัมภาษณ์ของ ทรัมป์ ต่อวอลสตรีท เจอร์นัล แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ต้องการให้เงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าทำให้เงินบาทปรับแข็งค่าไปแตะที่ระดับ 35.20
ทางด้านของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาแสดงความเห็นเช่นเดียวกัน โดย เจเน็ต เยลเลน ได้แสดงความเห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐ มีความแข็งแกร่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของเฟด และยังสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในปี 2017 อย่างต่อเนื่อง และนอกจากความเห็นของประธานเฟด ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐในเดือน ธ.ค. ปรับเร่งขึ้นมากที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง และสามารถขึ้นไปยืนเหนือ 2% ได้อีกครั้ง เป็นแรงหนุนสำคัญสำหรับเงินเหรียญสหรัฐให้กลับมาแข็งค่าขึ้นได้บ้างช่วงปลายสัปดาห์ สัปดาห์นี้ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 35.32 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.00 น.)
สำหรับภาวะตลาดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท เช่น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป เสนอขายต่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ที่ AA- มูลค่าที่เสนอขายทั้งหมด 1.2 หมื่นล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) เสนอขายต่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ที่ A- มูลค่าที่เสนอขายทั้งหมด 2,000 ล้านบาท
ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาค่อนข้างดีในสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับคอมเมนต์ของเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ที่กล่าวว่า เฟดสามารถขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ได้มากกว่า 1 ครั้ง ทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐ ปรับตัวสูงขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า
ขณะที่ตลาดพันธบัตรประเทศไทย อัตราผลตอบแทนก็ปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกับพันธบัตรของสหรัฐ และในช่วงกลางสัปดาห์มีการประมูลพันธบัตร Benchmark รุ่น LB226A ซึ่งผลออกมาค่อนข้างดี อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2451% และมีการยื่นเข้าประมูลมากกว่าวงเงิน 2.83 เท่า ส่วนหุ้นกู้ตลาดรองอัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยนักลงทุนยังคงเน้นลงทุนในหุ้นกู้อายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากยังกังวลกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
สิ้นสุดสัปดาห์อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล รุ่นอายุ 3, 5, และ 10 ปี อยู่ที่ 1.81%, 2.17%, และ 2.71% ส่วนของหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ AAA รุ่นอายุ 3 ปี อยู่ที่ 2.33% คิดเป็น Spread 50 bps รุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ 3.17% คิดเป็น Spread 52 bps







