
กรุงไทยชูกลยุทธ์ อิงรัฐ ควบคู่ ยกระดับดิจิทัล
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย แถลงวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของธนาคารในปี 2560 ตั้งเป้าเป็นธนาคารที่ลูกค้าไว้วางใจ (Your Trusted Banking Partner) ผ่านยุทธศาสตร์ 5 ด้านที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ กรุงไทยหนึ่งเดียว (One KTB) สร้างรากฐานแข็งแกร่งเตรียมพร้อมรับอนาคต เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจหลักและสนับสนุนงานภาครัฐ ขยายโอกาสเติบโตจากดิจิทัลและฐานข้อมูล และแบรนดิ้ง
ปัจจุบัน ธนาคารกรุงไทยมีขนาดสินทรัพย์เป็นอันดับ 1 ในระบบธนาคารพาณิชย์ ขณะที่กำไรสุทธิเป็นอันดับที่ 4 ซึ่ง ผยง กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้ากำไรให้สูงเป็นอันดับ 1 แต่จะพยายามให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โครงสร้างรายได้ที่มีคุณภาพ และมีเสถียรภาพยั่งยืน โดยโอกาสมีมากขึ้นหลังจากที่เทคโนโลยีและสภาพตลาดเปลี่ยนแปลงไป เและกระทบกับการทำธุรกิจธนาคาร ผู้เล่นต้องกลับมาพบกับสภาพตลาดที่รีเซต (Reset) กลับมาที่จุดสตาร์ทใหม่อีกครั้ง ทำให้ธนาคารต้องเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ธนาคารกรุงไทยเป็นที่ 1 อยู่แล้ว และมีเป้าหมายรักษาไว้ คือ ฐานลูกค้ารายย่อยที่เป็นข้าราชการ การเป็นผู้นำสินเชื่อภาครัฐ พัฒนาระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้องกับนโยบายลดการใช้เงินสด พร้อมต่อยอดไปสู่การขยายลูกค้าเวลธ์ แมเนจเม้นท์ การให้บริการลูกค้าธุรกิจในกลุ่มเกษตรและบริการ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ
ในด้านสินเชื่อภาครัฐ ปีที่ผ่านมาขยายตัวติดลบ ตามเงื่อนเวลาโครงการลงทุนภาครัฐ ประกอบกับการแข่งขันรุนแรงจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ทำให้กรุงไทยเสียเปรียบจากต้นทุนการเงินที่สูงกว่า 0.47% จากการนำส่งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 0.46% และสถาบันคุ้มครองเงินฝาก 0.01% รวมทั้งในฐานะบริษัทจดทะเบียนต้องมีการจ่ายปันผล จ่ายภาษีให้ผู้ถือหุ้นอีก แต่สินเชื่อภาครัฐมีผลตอบแทนต่ำ กลับมีความสำคัญต่อการบริหารสภาพคล่องในภาวะที่มีสภาพคล่องส่วนเกินมาก
ดังนั้น ปีนี้ธนาคารจะเน้นขยายสินเชื่อภาครัฐมากขึ้น คาดว่า สัดส่วนสินเชื่อภาครัฐจะเพิ่มขึ้นเป็น 12% จาก 10% เมื่อปี 2559 โดยเป็นส่วนสำคัญพลิกสินเชื่อรวมของธนาคารที่ติดลบ 6.08% เมื่อปีที่แล้ว กลับมาขยายตัวมากกว่า 5% เหนือกว่าระบบที่คาดว่าจะโตเฉลี่ย 4-5% แบ่งเป็นสินเชื่อรายใหญ่โต 4% สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อรายย่อย โต 5-6%
อย่างไรก็ตาม ปี 2560 เป็นอีกปีที่ธนาคารจะเน้นการบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากสิ้นปีที่แล้ว เอ็นพีแอล ของธนาคารกรุงไทยสูงกว่าคู่เทียบ โดยจะทำระบบเตือนภัย (Early Warning System) หนี้ที่ส่อเค้าว่าจะเป็นเอ็นพีแอล ส่วน เอ็นพีเอ ยอมรับว่ายาก เพราะในฐานะธนาคารของรัฐต้องระมัดระวังมากกว่าธนาคารพาณิชย์อื่น การตัดสินใจขายหนี้ต้องตอบสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ได้ว่าทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของธนาคาร ทำให้ที่ผ่านมาขายได้ช้ากว่าคู่แข่ง แต่จากนี้จะมีกระบวนการที่ทำให้ตัดสินใจขายได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารยังเห็นสัญญาณเอ็นพีแอลสูงขึ้นต่อเนื่อง จากลูกค้าเอสเอ็มอีเป็นสำคัญ คาดว่า เอ็นพีแอลของธนาคารกรุงไทยจะสูงสุด (พีก) ราวปลายไตรมาส 1 ถึงต้นไตรมาส 2 ปีนี้ ก่อนจะปรับลดลง เมื่อรวมกับการบริหารจัดการหนี้แบบใหม่ คาดว่า จะสามารถควบคุมเอ็นพีแอลไม่ให้สูงเกินกว่าปีก่อนที่ 3.97% ของสินเชื่อรวม
ทั้งนี้ ธนาคารคงนโยบายการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเดือนละ 1,000 ล้านบาทในปีนี้ ส่วนจะตั้งสำรองพิเศษเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ต้องดูสถานการณ์แต่ละไตรมาส พร้อมทั้งต้องการให้สัดส่วนเงินสำรองต่อเอ็นพีแอล
(Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นให้ใกล้เคียงกับระบบที่ 140% จากปีที่แล้วขยับมาอยู่ที่ 121.57% เพราะบริษัท สหวิริยา สตีล อินดัสทรี (เอสเอสไอ) ผ่านแผนฟื้นฟู หลุดออกจากการเป็นเอ็นพีแอล แต่ธนาคารคงเงินดังกล่าวไว้เป็นสำรองต่อไปเพื่อความมั่นคง
ผยง กล่าวว่า แผนหลักอีกแผน คือ ยกระดับด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนด้านไอทีในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท พัฒนาทั้งระบบภายใน (Internal) และการให้บริการลูกค้า (External) สร้างเป็นช่องทางการให้บริการลูกค้าที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายเดิม อย่างสาขาหรือเอทีเอ็ม โดยเน้นเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล (ดาต้า) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง เพื่อสนับสนุนลูกค้าเป้าหมายหลักในกลุ่มซัพพลายเชน ที่ต้องการเป็นผู้นำด้วยบริการรูปแบบใหม่ (Future Banking)
“ที่ผ่านมาการลงทุนเทคโนโลยีของธนาคารช้ากว่าคู่เทียบ แต่กลับกลายเป็นโอกาส เพราะเทคโนโลยีที่คู่แข่งลงทุนไปเมื่อหลายปีก่อน ขณะนี้ซื้อได้ในราคาถูกลง และยังมีเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าและถูกกว่าเกิดขึ้นมาให้เลือก ทำให้เราลงทุนพัฒนาระบบไอทีที่คุ้มค่ากว่า” ผยง กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีความท้าทายในความสามารถทำกำไร จากปัจจัยแรก คือ การแข่งขันจากบริการใหม่ ทั้ง ฟินเทค และนโยบายเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ โดยเฉพาะ พร้อมเพย์โอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคล ที่จะเริ่มกดปุ่มภายในเดือนนี้ ทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมในปีแรกหายไปพอสมควร โดยประเมินทั้งระบบค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมจะหายไปจากนโยบายเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ 3-4 หมื่นล้านบาท/ปี แต่จะช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท คุ้มค่าในระยะยาว
ในด้านโอกาสทางธุรกิจปีนี้มี 9 ด้านที่ธนาคารจะมุ่งเน้น คือ 1.การลงทุนภาครัฐและโครงการร่วมลงทุนภาคเอกชน (พีพีพี) 2.ความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนที่สร้างโอกาสกลับมาหาความมั่นคงที่ธนาคาร 3.การสนับสนุนอี-เพย์เมนต์ของรัฐ 4.การสนับสนุนดิจิทัลอีโคโนมี 5.การสนับสนุน 10 ธุรกิจเป้าหมายเพื่อรองรับไทยแลนด์ 4.0 6.การเชื่อมต่อการค้าการลงทุนในภูมิภาคสอดรับเออีซี 7.แนวโน้มความตกลง Qualified ASEAN Banks (QABs) ที่มีมากขึ้น 8.การเปลี่ยนรูปแบบเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ 9.การขยายตัวของสังคมเมือง
สำหรับเป้าหมายทางการเงินปี 2560 ประมาณการจีดีพีขยายตัว 3.4% สินเชื่อรวมเติบโต 4-6% รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต 3-5% และเอ็นพีแอล ทรงตัวที่ 3.97% ขณะที่ ปี 2559 มีกำไรสุทธิ 33,539 ล้านบาท เติบโต 13.53% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ 3.30% รายได้ค่าธรรมเนียม เติบโต 3.28% มาอยู่ที่ 22,042 ล้านบาท และตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญถึง 33,429 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,888 ล้านบาท หรือ 9.46%







