posttoday
ก้าวข้าม "เงินกระดาษ" บทเรียนราคาแพงจาก "อินเดีย"

ก้าวข้าม "เงินกระดาษ" บทเรียนราคาแพงจาก "อินเดีย"

16 มกราคม 2560

ความปั่นป่วนหลังรัฐบาลอินเดียยกเลิกธนบัตรชนิด 500 และ 1,000 รูปี ยังคงวุ่นวายต่อไปสักระยะ

โดย...ธนัย เจริญกุล CEO กองทุนบัวหลวง

ความปั่นป่วนหลังรัฐบาลอินเดียยกเลิกธนบัตรชนิด 500 และ 1,000 รูปี ยังคงวุ่นวายต่อไปสักระยะ นายกรัฐมนตรีโมดีจะมีอนาคตทางการเมืองต่อไปอย่างไรยังไม่ทราบ แต่นี่อาจเป็นโอกาสดีที่ผู้กุมนโยบายจะปฏิรูประบบเศรษฐกิจ เร่งพัฒนาธุรกรรมแบบไร้เงินสดหรือออนไลน์ให้เข้าถึงประชาชนของตน ให้สมกับประเทศแห่งนี้ก็เป็นแหล่งผลิตบุคลากรและผลิตภัณฑ์ไอทีระดับโลก

ปลายปีที่ผ่านมา เกิดความโกลาหลขึ้นในอินเดีย เมื่อจู่ๆ รัฐบาลโมดีประกาศโครมเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2559 ว่าจะยกเลิกธนบัตรชนิด 500 และ 1,000 รูปี (มูลค่า 260 บาท และ 520 บาท) ในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับปิดธนาคารและเครื่องเอทีเอ็มทั้งหมดหนึ่งวันด้วย จนทั่วโลกเห็นภาพคนอินเดียต่อแถวที่ธนาคารหรือหน้าตู้เอทีเอ็มยาวเหยียดเพื่อฝากเงิน หรือไม่ก็พยายามแตกแลกเป็นธนบัตรชนิดอื่นๆ แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศมาตรการรองรับ โดยให้นำมาแลกเป็นธนบัตร 500 และ 2,000 รูปี แบบใหม่ ภายในวันสุดท้ายของปี แต่กว่าธนบัตรรุ่นใหม่จะกระจายไปทั่วประเทศอันกว้างใหญ่มีประชากรหลักพันล้านนั้น หาใช่จะสำเร็จในวันสองวันเป็นแน่ แม้จะมีข้อยกเว้นให้บางที่ เช่น โรงพยาบาลหรือสถานีขนส่งยังรับธนบัตรรุ่นเก่าต่อไปอีกระยะ แต่คงไม่มีใครอยากถือเงินที่เป็นโมฆะให้สุ่มเสี่ยง

ปัญหานี้ยังบานปลายกระทบต่อนักท่องเที่ยว ต้องหันมาใช้บัตรเครดิต/เดบิต หรือพกธนบัตรใบละ 100 รูปีกันเป็นฟ่อน

โมดีประกาศว่านี่เป็นมาตรการ “ล้างบาง” ธุรกิจผิดกฎหมายหรือเงินคอร์รัปชั่น ขจัดเงินนอกระบบของประเทศ ก็ฟังดูดีมีเหตุผล แต่ธนบัตรชนิด 500 และ 1,000 รูปีนั้น มีราว 15.3 ล้านล้านรูปี คิดเป็น 86% ของธนบัตรทั้งหมด จึงย่อมสั่นสะเทือนเศรษฐกิจอินเดียอย่างใหญ่หลวง เพราะคนอินเดียวันนี้ยังซื้อขายด้วยระบบเงินสดกว่า 45% และเกษตรกรของประเทศ 260 ล้านคน ส่วนใหญ่ไม่มีบัญชีธนาคาร ยังต้องพึ่งพาผู้ปล่อยเงินกู้ในท้องถิ่น กว่ารัฐบาลจะรอให้มาเฟียจอมโกงทั้งหลายขนเงินออกมาแลก/เปลี่ยนธนบัตรใหม่ คนหาเช้ากินค่ำหรือสุจริตชนที่คุ้นเคยกับเงินสดก็จะตายเสียก่อน ไม่นับความเสียหายในมหภาค ที่วิตกกันว่าอาจเกิดภาวะขาดแคลนเงินสดในระบบ จนคาดว่าประเทศจะสูญเงินไปกว่า 2.2 หมื่นล้านรูปีทีเดียว

ไม่ว่าจะมีเจตนาแฝงทางการเมืองหรือไม่อย่างไรก็ตาม แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลโมดีจะแสดงฝีมือ ยกระดับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว นอกจากจะส่งเสริมธนาคารให้เกิดสภาพคล่องแล้ว ยังเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะเก็บภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อีกทั้งยังต้องรีบเร่งส่งเสริมธุรกรรมการเงินออนไลน์ให้เข้าถึงผู้คนมากขึ้น ให้ทันยุคทันสมัย เพราะ “เงิน” ในวันนี้เริ่มพัฒนาการจากเงินกระดาษ ไปสู่เงินในระบบดิจิทัลกันแล้ว

ในเมืองไทย ทุกธนาคารต่างมีบริการออนไลน์หรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งให้ลูกค้าจัดการธุรกรรมฝากถอน โอนเงิน ชำระหนี้ จ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ โดยไม่ต้องจับธนบัตรกันทั้งนั้น คนเมืองที่ต้องทำงานนอกบ้านหรือซื้อข้าวของตามร้านสะดวกซื้อ/โมเดิร์นเทรดทั้งหลาย ยังต้องพกบัตรเติมเงินสดติดกระเป๋าสตางค์ เพื่อสะดวกรวดเร็วเวลาขึ้นรถไฟฟ้า ซื้อข้าวของต่างๆ หรือซื้อกาแฟในร้านดัง หนำซ้ำยังอาจได้ส่วนลดหรือโปรโมชั่นพิเศษเพิ่มอีก ฝ่ายลูกค้าไม่ต้องนับเงินสดให้วุ่นวาย ฝั่งเจ้าของกิจการก็รับเงินโอนเข้าบัญชีตัวเองไปก่อนรวดเร็วทันใจ

อีกทั้งนโยบายการเงินในหลายประเทศก็เหมือนจะหนุนให้ระบบค้าขายก้าวไปสู่ธุรกรรมออนไลน์ หรือลดพึ่งพา “เงินกระดาษ” กันมากขึ้น เพราะต้นทุนในการจัดพิมพ์ธนบัตรเข้าสู่ระบบนั้นมีภาระค่าใช้จ่ายมิใช่น้อย

ต่อไปนี้ บริการทางการเงินและการลงทุนต่างๆ จะยิ่งสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังเกิดลูกเล่นใหม่ๆ อีกมากมาย เมื่อได้แรงขับเคลื่อนจากธุรกิจใหม่ในกลุ่ม “ฟินเทค” (FinTech) เพื่ออำนวยประโยชน์ให้ชีวิตคนในยุคดิจิทัลมากขึ้น

ปัญหาในคราวนี้เป็นบทเรียนของรัฐบาลอินเดียให้ต้องรอบคอบมากขึ้นหากจะคิดทำเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถก้าวข้ามความวุ่นวายคราวนี้ ปรับระบบเศรษฐกิจให้ไปสู่ระบบเครดิตหรือธุรกรรมออนไลน์ ก็จะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศที่มีประชากรเกือบมากที่สุดในโลกเข้มแข็งยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต

ภาพ...เอเอฟพี

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน