
มุมมองการลงทุน ตลาดหุ้นไทย ปี 2560
โดย...ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ทาลิส
โดย...ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ทาลิส
ปี 2560 มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย ว่ามีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง จากการที่เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ในระดับมากกว่า 3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการบริโภคภายในประเทศ จากรายได้ภาคการเกษตรที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อของประชาชนที่มากขึ้นจากการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและหนี้รถคันแรกเริ่มหมดลง และการใช้จ่ายเริ่มกลับสู่ภาวะปกติหลังช่วงเวลาไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภาคการส่งออกเริ่มฟื้นตัวจากการส่งออกสินค้าเกษตรและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการลงทุนภาครัฐที่มากขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังมีแนวโน้มเติบโตดีในปี 2560-2561
ในปี 2560 และ 2561 คาดการณ์กำไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่ที่ 9.05 แสนล้านบาท และ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 8.30% และ 10.80% ตามลำดับ ทำให้ดัชนีมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกำไรของบริษัทจดทะเบียนเช่นกัน โดยเป้าหมายดัชนีในปี 2560 และ 2561 อยู่ที่ 1,706 จุด และ 1,896 จุดตามลำดับ
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้ตลาดหุ้นมีทิศทางขาขึ้น ได้แก่ การที่เศรษฐกิจโลกมีการเติบโตประมาณ 3% และอัตราเงินเฟ้อของประเทศส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 2% ทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ยังคงต้องใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังมีอยู่สูง และอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำอีกระยะหนึ่ง มีเพียงสหรัฐที่อาจจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายบ้าง แต่ก็เชื่อว่าจะไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวดเร็วนัก และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปี 2560
ในปี 2560 ทางฝั่งยุโรปจะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส (เดือน เม.ย.-พ.ค.) และในประเทศเยอรมนี (เดือน ต.ค.) โดยพรรคการเมืองทางเลือกใหม่ฝ่ายขวาในยุโรปที่ชูนโยบายแยกประเทศออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งหากพรรคการเมืองเหล่านี้ชนะการเลือกตั้ง จะทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของกลุ่มสหภาพยุโรปอย่างมาก และผลกระทบอาจจะมีมากกว่าเหตุการณ์ประชามติอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) ทำให้นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปและเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่นแทน
หากนักลงทุนมีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนมายังภูมิภาคเอเชีย ตลาดหุ้นไทยถือเป็นตลาดหนึ่งที่น่าสนใจ นอกจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่เติบโตได้ดีแล้ว ค่าเงินบาทยังมีเสถียรภาพ เนื่องจากประเทศไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และยังมีเงินตราสำรองระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นรองเพียงประเทศสิงคโปร์เท่านั้น และการที่เงินบาทไม่ได้เคลื่อนไหวตามค่าเงินหยวนของจีนที่มีความผันผวนมากในระยะหลัง ทำให้เงินบาทของไทยเปรียบเสมือนสกุลเงินที่ปลอดภัยในภูมิภาคอาเซียน
และหากย้อนดูสถิติการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย พบว่านักลงทุนต่างชาติมีการขายหุ้นไทยออกไปมากตั้งแต่ปี 2556 โดยในช่วงปี 2556-2558 นักลงทุนต่างชาติมีการขายหุ้นสุทธิถึง 386,026 ล้านบาท แม้ว่านักลงทุนต่างชาติมีการซื้อหุ้นกลับสุทธิ 77,928 ล้านบาทในปี 2559
แต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนที่ขายออกไปก่อนหน้านี้ และหากพิจารณาจากสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติที่ถือหุ้นไทยรวมNVDR ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 29% ของมูลค่าตลาดหุ้นรวม ซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำเมื่อเทียบกับที่เคยถือหุ้นไทยสูงถึง 35% ในช่วงปี 2551-2556 ดังนั้น ด้วยปัจจัยพื้นฐานในประเทศไทยที่มีพัฒนาการในทางที่ดี ค่าเงินที่มีเสถียรภาพ และความไม่แน่นอนในสหภาพยุโรป เชื่อว่า นักลงทุนต่างชาติจะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนโดยการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมูลค่าของตลาดหุ้นไทยไม่ถูกมากเหมือนต้นปี 2559 ทำให้ตลาดหุ้นในปี 2560 จะมีความผันผวนมากขึ้น โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักเป็นปัจจัยจากต่างประเทศ โดยประเด็นหลักที่ต้องติดตาม ได้แก่ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ความคืบหน้าของการทำเบร็กซิตปัญหาสถาบันการเงินในยุโรป ปัญหาหนี้เสียในประเทศจีน และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ส่งสัญญาณว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 3 ครั้งในปีนี้
ทำให้ต้องติดตามว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งหากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไม่มากนัก แต่หากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว จะส่งผลกระทบต่อภาวะการลงทุนทั้งตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก







