
ภาคธุรกิจจีน กำลังจะขาดสภาพคล่อง
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนได้เข้ามาจัดการปัญหาหนี้เสียในระบบธนาคารของจีนเพื่อสกัดกั้นปัญหาไม่ให้ลุกลามใหญ่โต โดยจัดการให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จนทำให้หลายธนาคารหาทางออกโดยการปล่อยกู้แบบนอกระบบ หรือที่เรียกว่าการทำ Shadow Banking โดยการออกตราสารการกู้ยืมให้กับธุรกิจต่างๆ และเสนอขายแก่นักลงทุนบุคคลรายใหญ่โดยตรง ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างการกู้ยืมให้เกิดขึ้นโดยไม่ต้องผ่านระบบการรับเงินฝากเพื่อนำไปปล่อยกู้ตามระบบของธนาคารพาณิชย์ปกติ จนในที่สุดรัฐบาลจีนก็ต้องเข้ามาจัดการสกัดกั้นอีก โดยกำหนดให้ธนาคารต่างๆ หันมาใช้ช่องทางตลาดตราสารหนี้ที่สามารถตรวจสอบได้
หลังจากนั้นเป็นต้นมาการออกหุ้นกู้ผ่านตลาดตราสารหนี้ของจีนก็เริ่มคึกคักอย่างมาก จนทำให้ตลาดตราสารหนี้จีนขยับขึ้นมารั้งอันดับ 3 ของโลก ตามหลังเพียงแค่ตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐและญี่ปุ่นเท่านั้น
ล่าสุด สัญญาณอันตรายได้เกิดขึ้น เมื่อยอดรวมปริมาณหุ้นกู้ของจีนที่ผิดนัดชำระหนี้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยในครึ่งปีแรกของปี 2016 มีผู้ออกตราสารหนี้ผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด 34 ราย มูลค่ารวมกันกว่า 2,200 ล้านหยวน มากกว่าตัวเลขทั้งปีของปี 2015 เกือบเท่าตัว นอกจากนี้ ยอดรวมมูลค่าตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนและธนาคารพาณิชย์ที่ออกใหม่ในจีนประจำเดือน ธ.ค. 2016 มีมูลค่าเพียงประมาณ 1.42 แสนล้านหยวน ต่ำกว่ายอดตราสารหนี้ที่ครบกำหนดในเดือนดังกล่าวถึง 117,500 ล้านหยวน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนต่างรายเดือนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แสดงให้เห็นว่ามีธุรกิจจีนจำนวนหนึ่งไม่สามารถ Refinance โดยการออกตราสารหนี้ใหม่ทดแทนชุดเก่าที่หมดอายุลงได้
สาเหตุหลักของการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ส่วนใหญ่ น่าจะมาจากคุณภาพสินเชื่อที่หนีมาจากระบบการกู้ยืม และระบบ Shadow Banking ยังไม่เคยถูกปรับปรุงให้มีคุณภาพดีขึ้น โครงการในธุรกิจหลายด้าน
ยังมีปัญหาความไม่คุ้มทุน การผิดนัดชำระหนี้นี้ได้ทยอยส่งผลให้นักลงทุนเกิดความหวาดกลัว และเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระที่สูงขึ้น ส่วนต่างดอกเบี้ยหุ้นกู้ (เหนือดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล) หรือที่เรียกว่า Credit Spread ของหุ้นกู้เอกชนที่มีระดับความน่าเชื่อถือสูงสุด (Rating AAA) ของจีนได้พุ่งสูงถึงกว่า 121 bps สูงที่สุดในรอบ 19 เดือน (จากเคยต่ำสุดที่ระดับ 56 bps ในเดือน ต.ค. 2016) หลายบริษัทไม่สามารถรับภาระดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่สูงขึ้นได้ และกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องเนื่องจากไม่สามารถRefinance ได้ตามปกติ
นี่คือระเบิดเวลาลูกต่อไปที่ทางการจีนจะต้องเข้ามาจัดการ และอาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการขึ้นดอกเบี้ยของจีนเพื่อสกัดเงินเฟ้อ การลดค่าลงของเงินหยวน และการไหลออกของเงินทุน







