
จีนสกัดเงินอ่อน ขึ้นค่ากลางหยวน แรงสุดรอบ12ปี
ธนาคารกลางจีนสกัดค่าเงินอ่อนค่า ขึ้นค่ากลางเงินหยวนเกือบ 1% มากสุดตั้งแต่ปี 2005
โพสต์ทูเดย์ - ธนาคารกลางจีนสกัดค่าเงินอ่อนค่า ขึ้นค่ากลางเงินหยวนเกือบ 1% มากสุดตั้งแต่ปี 2005
ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับขึ้นค่ากลางเงินหยวนถึง 0.9% เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ไปอยู่ที่ 6.8668 หยวน/เหรียญสหรัฐ หรือปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2005 หลังจากที่เงินหยวนอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออก นับเป็นสัญญาณล่าสุดว่าทางการจีนกำลังเดินหน้าสกัดการอ่อนค่าของเงินหยวน
การปรับขึ้นค่ากลางอ้างอิงเงินหยวนล่าสุด ส่งผลให้ต้นทุนกู้ยืมเงินหยวนข้ามคืนสำหรับธนาคารในฮ่องกง ปรับตัวขึ้นทันทีถึง 61.3% หรือสูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. 2559 ขณะที่ต้นทุนกู้ยืมเงินหยวนทยอยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายสัปดาห์มานี้ หลังจากทางการจีนเดินหน้าออกนโยบายควบคุมดูแลเงินไหลออกอย่างเข้มงวด
ทั้งนี้ ในวันที่ 4-5 ม.ค.ที่ผ่านมาค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นไปรวม 2 วันเกือบ 2.5% หรือสูงสุดในรอบกว่า 6 ปี เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าทางการจีนจะเดินหน้าใช้มาตรการเข้มข้นขึ้นเพื่อสกัดค่าเงินที่ทรุดลง ขณะที่การขึ้นค่ากลางล่าสุดทำให้เกิดการเทขายอีกครั้ง ทำให้เงินหยวนออฟชอร์อ่อนค่าลงราว 0.6% วานนี้
ด้านสำนักปริวรรตเงินตราของจีน เปิดเผยว่า ในปีนี้จีนจะเพิ่มความพยายามปราบปรามธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ไม่ปกติ อาทิ ธนาคารใต้ดิน และจะเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงของทุนเคลื่อนย้ายข้ามแดนมากขึ้น
ขณะที่รอยเตอร์ส เปิดเผย ผลสำรวจความเห็นนักกลยุทธ์ค่าเงินในสัปดาห์นี้ว่า ค่าเงินกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในปีนี้มีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงต่อเนื่องอีกจากในปี 2559 เนื่องจากคาดว่านโยบายการคลังของสหรัฐจะกระตุ้นเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสหรัฐให้ขยายตัวเร็วขึ้น ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าเดิม และทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง
ผลสำรวจความเห็นในสกุลเงินเกือบ 60 สกุล ระบุว่า ค่าเงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีก 4% ในปีนี้ จนไปแตะระดับ 7.2 หยวน/เหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นปี 2560 และคาดว่าจะเห็นค่าเงินหยวนแตะระดับ 7 หยวน/เหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นไตรมาสแรกนี้
คูน โก๊ะ นักวิเคราะห์จากธนาคารเอเอ็นแซด กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นปัจจัย นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ หรือการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ก็จะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอีก และทำให้ค่าเงินสกุลต่างๆ อ่อนค่าลงอีกปี ทว่าในบางประเทศที่มีพื้นฐานดี เช่น อินเดียและอินโดนีเซีย อาจได้รับผลกระทบไม่มากนัก ต่างจากเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งจะได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากจีนมากกว่า







