
‘กรณ์ จาติกวณิช’ มองอนาคตฟินเทค
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ในฐานะนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย มองภาพรวมสถานการณ์ฟินเทคในประเทศไทยในปี 2560 จะเห็นการขับเคลื่อนที่ชัดเจนมากขึ้น จากหน่วยงานต่างๆ ที่ลุกขึ้นมาทำเรื่องฟินเทค แต่ยังขาดเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะก้าวไปข้างหน้า
แนวโน้มดังกล่าว ทำให้กรณ์ลุกขึ้นมาจัดตั้งสมาคมฟินเทคประเทศไทยขึ้นในช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมา โดยเปิดให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับฟินเทคเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกสมาคม โดยเฉพาะภาคสถาบันการเงิน ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ฟินเทค เพื่อร่วมพัฒนาและส่งเสริมฟินเทคที่เป็นสตาร์ทอัพของไทย
“การส่งเสริมฟินเทคมีความสำคัญมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเงินต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีบริการทางการเงินแบบใหม่เกิดขึ้นในทุกวัน” กรณ์ ระบุ
ทั้งนี้ นวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าอย่างมากในปัจจุบัน ช่วง 30 ปีก่อนหน้านี้มีตู้เอทีเอ็มให้บริการ ถือเป็นระบบการพัฒนาการทางการเงินที่สำคัญอย่างหนึ่ง ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ได้อนุมัติให้ธนาคารเปิดสาขาในห้างหรือศูนย์ราชการได้ เพื่อให้ธนาคารใกล้ชิดกับลูกค้า ถือเป็นนวัตกรรมทางการเงินอีกอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นเกิดบริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งผ่านมือถือ ซึ่งมาจากแบงก์ชาติยืดหยุ่นการกำกับดูแล และในที่สุด ผลจากนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคจึงมีธนาคารในมือถือเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง
“การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีการเงินเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะทำอย่างไรให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ธนาคาร ฝ่ายกำกับดูแล สามารถปรับตัวให้ได้ และปรับตัวอย่างไรให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด”กรณ์ กล่าว
ที่ผ่านมา สมาคมฟินเทคประเทศไทยได้มุ่งผลักดัน ส่งเสริมการเชื่อมโยงสตาร์ทอัพทางด้านฟินเทค และการร่วมมือกับภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐในการกำกับดูแลส่งเสริม ซึ่งการส่งเสริมฟินเทคมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน และมีผลกับหลายอุตสาหกรรม ทั้งยังสอดคล้องกับการผลักดันประเทศไทย 4.0 และเป็นการส่งเสริมทำให้คนในประเทศไทยได้ประโยชน์จากการพัฒนาและเกิดการสร้างนวัตกรรมให้ประเทศ
กรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการฟินเทคมีความหลากหลายอย่างมาก ทั้งการให้บริการการลงทุน การซื้อหุ้น การบริหารแผนลงทุน เป็นต้น ซึ่งเมื่อมีฟินเทคที่สร้างนวัตกรรมทางการเงิน จึงแทบไม่มีต้นทุนในการใช้บริการทางการเงิน อาทิ การวางแผนภาษี มีสตาร์ทอัพให้บริการแนะนำวางแผนภาษี เช่น ITAX สตาร์ทอัพให้บริการแนะนำการลงทุนในหุ้น รวมถึงเป็นระบบที่น่าเชื่อถือ เป็นผลดีต่อผู้ใช้บริการ ต้นทุนต่ำมาก และทุกคนใช้ประโยชน์ได้เท่าเทียมกัน ทุกคนเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้
สิ่งที่อยากเห็นการส่งเสริมฟินเทคในประเทศไทย คือ การที่มีผู้นำ หรือผู้ที่มีบทบาทสำคัญ แสดงออกมาถึงนโยบายในการผลักดันส่งเสริมอย่างจริงจัง และมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะในประเทศไทยยังไม่มีการประกาศนโยบายฟินเทคอย่างชัดเจน เพื่อที่จะทำให้การผลักดันฟินเทคเดินหน้าได้ต่อเนื่อง และเกิดผลกระทบกับผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ อยากให้ดูตัวอย่างประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ภาครัฐต่างทุ่มงบประมาณส่งเสริมฟินเทคอย่างมหาศาล ทั้งการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย การมีกฎกติกาที่ส่งเสริม และมาตรการต่างๆ ที่ชัดเจน
ประเทศมาเลเซียมีการจัดตั้ง เนชั่นแนล แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) และมีทุนโดยตรงจากกระทรวงการคลังมาสนับสนุน ขณะที่สิงคโปร์ส่งเสริมจากธนาคารกลาง โดยให้งบประมาณราว 277 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้ภาครัฐหาภาคเอกชนจากทั่วโลกที่ดีสุดมาร่วมบ่มเพาะสร้างสตาร์ทอัพ ฟินเทค พร้อมกับมีการจัดตั้งองค์กรเฉพาะมาดูเรื่องนี้
“ที่ผ่านมา เราไปพบหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 10 แห่ง ทุกแห่งต่างมีกฎระเบียบราชการ ทำให้ขาดความคล่องตัวอย่างมาก เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านมีความแตกต่างกัน” กรณ์สะท้อนปัญหา
ทั้งนี้ ในสมาคมฟินเทคฯ มีสมาชิกสตาร์ทอัพจำนวน 70 ราย และมีสมาชิกที่เป็นองค์กรการเงินรวมอยู่ในสมาคมฟินเทคฯ ด้วย รวมแล้วมีสมาชิกมากกว่า 100 ราย สิ่งสำคัญที่อยากเห็นจากการพัฒนาฟินเทค คือ การทำให้คนไทยทุกคนได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งต้องพิจารณาว่าเทคโนโลยีจะเปิดโกาสให้ทำได้มากเพียงใด และการทำแล้ว ต้องไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศอื่นๆ
อยากให้มองอนาคตที่กำลังจะมีรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินแบบ Peer-to-Peer lending หรือการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคล โดยไม่มีตัวกลาง เป็นผลมาจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างมาก จึงต้องติดตามว่าเราจะสามารถพัฒนาไปได้ถึงระดับใดต่อไป
แต่ทั้งนี้การพัฒนาของฟินเทคไม่ได้ส่งผลให้ผู้ให้บริการรายเดิมในปัจจุบันมีปัญหา แต่โมเดลที่ประสบความสำเร็จของฟินเทค คือ การที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการรายเดิมที่ต้องมาทำฟินเทค พร้อมกับการเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญมาทำ เชื่อว่ารูปแบบนี้จะประสบความสำเร็จโดยเร็วอย่างแน่นอน ซึ่งหากผู้บริหารรายเดิมไม่ปรับตัวจะยิ่งกระทบจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก จึงต้องก้าวให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภคด้วย
กรณ์ กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่ดีในไทย หลายหน่วยงานส่งเสริมฟินเทคอย่างมาก เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ แบงก์ชาติ เป็นต้น โดยในเร็วๆ นี้เตรียมลงนามความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธนาคารรัฐ มีการเปิดพื้นที่พัฒนาการให้บริการลูกค้า โดยใช้พื้นฐานทางเทคโนโลยีมาพัฒนา ภายใต้การมีสตาร์ทอัพฟินเทคมาร่วมพัฒนาการบริการต่างๆ เชื่อมั่นว่าจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างธนาคาร สมาชิกของสมาคมฟินเทคฯ และภาครัฐมากยิ่งขึ้น
“ในปี 2560 จะมีการทำเนชั่นแนล แซนด์บ็อกซ์ ที่เปิดพื้นที่บ่มเพาะสตาร์ทอัพฟินเทค และมีหน่วยงานมาส่งเสริม มีเมนทอร์มาให้คำแนะนำ เชื่อมั่นว่าจะส่งผลดีต่อการพัฒนาฟินเทคไทย และจะทันต่อการแข่งขันของต่างประเทศอย่างแน่นอน” กรณ์ ระบุ
สตาร์ทอัพด้านฟินเทคที่กำลังเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีบริการใหม่ๆ ควรจะเลือกทำในสิ่งที่เรามีความรู้อย่างแท้จริง ทั้งการมีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่ต้องเข้าใจการทำธุรกิจด้วย รวมถึงต้องมีความรู้อย่างลึกซึ้งเพียงพอ แต่ผู้ทำฟินเทคบางส่วนจะเชี่ยวชาญไอทีระดับสูง ดังนั้นควรมีความร่วมมือกับสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเงินมาร่วมพัฒนาด้วยกัน จะยิ่งเป็นผลดีและเกิดประโยชน์มหาศาล อีกทั้งต้องการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้
ท้ายที่สุด การมีฟินเทคจะส่งผลดีต่อทั้งสถาบันการเงิน การสร้างเทคโนโลยี นวัตกรรมการเงิน และเป็นผลดีต่อผู้บริโภค ส่งผลดีต่อการแข่งขันในต่างประเทศ และจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจประเทศและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในอนาคตอย่างมาก







