
ก้าวผ่านปีที่ ‘เกินคาด’... สู่ปีที่ ‘คาดหวัง’
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์
ในปีที่ผ่านมา นับได้ว่ามีหลายอย่างที่ในเชิงการลงทุนถือว่าเป็นเรื่องที่ “เกินคาด” (เอาเข้าจริงก็มีคนแอบคาดไว้ แต่ก็มีจำนวนมากที่ไม่คาดไว้แบบนี้) ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเข้ามาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐของ “ทรัมป์” การที่เฟดชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตลอดปี จนเพิ่งมาตัดสินใจขึ้นเมื่อปลายปีนี้เอง (ทั้งๆ ที่ทั้งปีมีเหตุการณ์ที่สื่อว่าเฟดอาจตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยอยู่เป็นระยะ) หรือแม้แต่การตัดสินใจของอังกฤษที่ลงมติออกจากสหภาพยุโรปก็ตาม
หากใครจำได้ ในช่วงต้นปีนักวิเคราะห์การลงทุน มักแนะให้แบ่งสัดส่วนไปลงทุนต่างประเทศในอัตราที่ค่อนข้างสูง เพราะภาพในตอนนั้นค่อนข้างสดใสมาก แต่ท้ายที่สุด ปีนี้เราต่างเห็นแล้วว่าผลงานของ
กองทุนหุ้นไทยในภาพรวมนั้นดูดีกว่ากองทุนต่างประเทศมาก
เมื่อดูในเชิงสถิติของปีนี้พบว่า จากกองทุนหุ้นไทยอยู่ทั้งหมด 263 กองทุน (ข้อมูล ณ 22 พ.ย. 2559, Morningstar) กองทุนที่มีผลงานตั้งแต่ต้นปีสูงที่สุดอยู่ที่ 40% ต่ำสุดอยู่ที่ -2.7% เฉลี่ยอยู่ที่ 15% (คำนวณค่าเฉลี่ยจาก 227 กองทุน เนื่องจากมีกองทุนที่เปิดใหม่ในปีนี้ 36 กองทุน) ในขณะที่ดัชนีหุ้นไทยเพิ่มขึ้น 17% ในช่วงเวลาเดียวกัน
นอกจากนั้น หากลองแยกนโยบายเป็นหุ้นขนาดใหญ่กับหุ้นขนาดกลางและเล็ก จะพบว่ากองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีไม่มีกองทุนไหนติดลบเลย สูงสุดอยู่ที่ 40% ต่ำสุดอยู่ที่ 4.8% แต่สำหรับหุ้นขนาดกลางและเล็กนั้น สูงสุดอยู่ที่ 32% ต่ำสุดอยู่ที่ -2.7% เรียกได้ว่าใครลงทุนกองทุนหุ้นไทยปีนี้คงยิ้มกันกว้างหน่อย แต่ถ้ากองทุนหุ้นไทยของผู้ลงทุนทำผลงานได้ไม่ดีนัก อาจต้องลองพิจารณากองทุนในบริษัทจัดการอื่นๆ ดูบ้างนะครับ
แต่จะว่าไปแล้ว ผลตอบแทนเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว เราคงทำอะไรย้อนหลังไม่ได้ หันกลับไปลงทุนหุ้นไทยให้มากขึ้นก็ไม่ได้ เพียงแต่การวางแผนการลงทุนในปี 2017 นี้ ผู้ลงทุนต้องเริ่มเตรียมปรับพอร์ตลงทุนของตัวเองบ้างแล้ว เพราะในปีต่อจากนี้ จะเป็นปีที่เราต่างมีความคาดหวังมากมาย และคาดหวังในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น
...คาดว่านโยบายของทรัมป์จะสร้างผลประโยชน์ให้กับหุ้นอเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ
...คาดว่าเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราเร่งที่มากขึ้นกว่าที่คาดหมายกันในปีนี้ ซึ่งจะกระทบกระแสเงินลงทุนทั่วโลกและทิศทางดอกเบี้ยโลก
...คาดว่าการอ่อนค่าของเงินเยน จะทำให้ผลตอบแทนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีความน่าสนใจมากขึ้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องชั่งน้ำหนักให้ได้ว่าสิ่งที่คาดหวังไว้ ราคาหุ้นไปเกินกว่าคาดหรือยัง
ในไทยเอง ก็เป็นปีที่เราคาดว่าจะมีเม็ดเงินจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเข้ามากระตุ้นให้ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจมากขึ้น ประกอบกับในช่วงปลายปีเราก็หวังว่าจะมีการจัดเลือกตั้ง ซึ่งหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็น่าจะทำให้เราสามารถคาดหวังได้อย่างเต็มที่จนนักวิเคราะห์ต่างเชื่อกันว่า EPS Growth ของบริษัทจดทะเบียนในไทยในปี 2017 นี้ น่าจะเติบโตได้ราวๆ 10-12% และยังพบว่า P/E ในปีหน้าน่าจะอยู่ที่ 14-15 เท่า ซึ่งนับว่าไม่ถูกไม่แพงนัก ประกอบกับความเสี่ยงความไม่แน่นอนต่างๆ ก็ค่อนข้างน้อย ทำให้เราคาดว่าปัจจัยรบกวนต่างๆ น่าจะไม่มากแล้ว ทำให้หุ้นไทยยังคงความน่าสนใจไว้ได้ต่อเนื่องอีกปีหนึ่ง
และเมื่อในปีหน้าเป็นปีแห่งความคาดหวัง ทำให้หุ้นขนาดกลางและเล็กคงเนื้อหอมไม่น้อย จากข้อมูลในอดีตหุ้นขนาดเล็กสามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ (หากลองนำผลตอบแทนหุ้นใน SET50 หารด้วยหุ้นที่เหลือจะพบว่าเป็นเทรนด์ลดลงมาตั้งแต่ต้นปี แสดงให้เห็นว่าขนาดในปีนี้ที่ช่วงต้นปีมีกระแสเงินไหลเข้าหุ้นขนาดใหญ่ แต่เมื่อภาพรวมทั้งปีแล้วจะพบว่าหุ้นขนาดกลางและเล็กยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่)
ท้ายที่สุด แม้ บลจ.ธนชาต จะเชื่อว่าในช่วงต้นของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยน่าจะทำผลงานได้ดี แต่การทุ่มเทลงทุนในสินทรัพย์ที่เรียกว่าหุ้นเพียงอย่างเดียว อาจทำให้พอร์ตลงทุนของท่านเสี่ยงโดยไม่จำเป็น เพราะฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ควรจัดพอร์ตลงทุน กระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม ทั้งนี้ก็อาจเพิ่มน้ำหนักในการลงทุนหุ้นไทยให้มากขึ้นได้ หากเชื่อว่าหุ้นจะมาแรงและเคลื่อนไปพร้อมกับความหวังที่กำลังจะมาถึง







