
ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ปี'60 เติบโตบนความไม่ชัดเจน
ตลาดอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ นับเป็นตลาดที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับตลาดรถยนต์ในประเทศไทย
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
ตลาดอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ นับเป็นตลาดที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับตลาดรถยนต์ในประเทศไทย ซึ่งไม่ว่าตลาดรถยนต์จะเป็นไปในทิศทางบวกหรือลบอย่างไร สิ่งนี้จะสะท้อนมาถึงตลาดอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ ที่ถือเป็นของคู่กัน ที่ขาดเสียไม่ได้เลย เนื่องด้วยสภาพอากาศในประเทศไทยที่มีความร้อนอบอ้าว ทำให้ฟิล์มกรองแสงเปรียบเสมือนชิ้นส่วนหนึ่งในรถยนต์ ถึงแม้หลายครั้งจะเป็นลูกเล่นให้พนักงานขายรถนำไปเป็นของแถมเมื่อซื้อรถยนต์
จากการสำรวจข้อมูลพบว่า ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ สัดส่วนเกินกว่า 50% ของตลาดมาจากช่องทางการขายในศูนย์จำหน่ายและบริการรถยนต์ (โชว์รูม) ที่มีกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีทั้ง รูปแบบการขายและการแถม โดยทั้งสองกลุ่มมีคุณภาพและราคาแตกต่างกันไป
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมาจากช่องทางการขายผ่านร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ซึ่งในช่องทางดังกล่าวเป็นการขายใน รูปแบบสินค้าทดแทน (อาฟเตอร์มาร์เก็ต) โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนท้องถนน ซึ่งอาจครบอายุการใช้งานฟิล์มกรองแสงหรือการเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงตามความพึงพอใจ
จันทร์นภา สายสมร กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) ผู้นาเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์ "ลามิน่า" กล่าวว่า ภาพรวมตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ในประเทศไทยปี 2559 ได้มีการประมาณการมูลค่าตลาดไว้อยู่ที่ 1,400-1,600 ล้านบาท ที่คาดการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ 7.4-7.5 แสนคัน
ทั้งนี้ ปัจจุบันสภาพการแข่งขันของตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ในประเทศไทยมีการแข่งขันที่รุนแรง จากการให้ข้อมูลต่อผู้บริโภคที่คลาดเคลื่อนในแง่ของการป้องกันรังสียูวีบางชนิดและการป้องกันค่าความร้อนที่เกินกว่าความเป็นจริง ก่อให้เกิดความสับสนต่อการรับรู้ของผู้บริโภค
"ในฐานะบริษัทที่เป็นผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์ในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี จึงเน้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นมาตรฐานที่มีการวิจัยรองรับและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล" จันทร์นภา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 มองว่าภาพรวมตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ในประเทศไทยจะอยู่ที่ 1,500-1,700 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่คาดการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอยู่ที่ 7.6-7.8 แสนคัน ซึ่งจะต้องติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง
ขณะที่ยังมองว่า ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตจากความจำเป็นที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญในการใช้จ่ายอยู่เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มตลาดอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ท่ามกลางสภาวะตลาดและเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม เธนไชย เอี่ยมธงทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินนิแฟตโต้ ผู้นำเข้าและจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์ "คาร์ดินอล" กล่าวว่า ในปี 2560 มองภาพรวมตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์จะทรงตัว เนื่องจากปัจจัยที่ตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ขึ้นอยู่กับตลาดรถยนต์ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับปัจจัยในปีหน้ายังไม่เห็นทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อตลาดรถยนต์ในประเทศและจะต่อเนื่องมายังตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ต่อมา ซึ่งบริษัทมองว่ามูลค่าตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ในปีหน้านั้นจะอยู่ที่ 1,600 ล้านบาท หรือทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2559
นอกจากนี้ กลุ่มฟิล์มกรองแสงที่มองว่ายังมีความต้องการและเป็นกลุ่มที่ผลักดันให้ตลาดมีการเติบโตคือกลุ่มระดับพรีเมียม หรือกลุ่มที่มีระดับราคา 6,000-7,000 บาท ซึ่งช่วยขยายฐานลูกค้าในระดับกลางบนและกลางล่างที่ต้องการความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์ทั้งการป้องกันความร้อนและอายุการใช้งานที่คุ้มค่า
ด้านการแข่งขันของตลาดฟิล์ม กรองแสงรถยนต์ โดยเฉพาะในกลุ่มศูนย์จำหน่ายและบริการ (โชว์รูม) มีการแข่งขันที่รุนแรงด้วยการให้โปรโมชั่นและกำหนดเป้าหมายยอดขาย ซึ่งมีผลตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมให้แก่พนักงานขายรถยนต์แนะนาให้ลูกค้าเลือกซื้อฟิล์มกรองแสงเพิ่มเติม
"ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาพรวมตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ปี 2560 ที่ต้อง จับตาดูคือ การอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ของสถาบันการเงินที่ยังมีความเข้มงวดอยู่ ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่ผ่านการอนุมัติ ดังนั้น จึงส่งผลต่อปริมาณรถยนต์ที่เข้าสู่ตลาดน้อย รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและ หนี้ครัวเรือนที่มีผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภค" เธนไชย กล่าว
พีรศักดิ์ ทองนรินทร์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ว๊อกซ์ (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์ "ว๊อกซ์" กล่าวว่า ภาพรวมตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารในปี 2559 คาดว่าจะติดลบ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีมูลค่าอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ 60% และ ฟิล์มกรองแสงอาคาร 40%
"ปัจจัยที่ส่งผลให้ภาพรวมตลาดติดลบเมื่อเทียบกับปีก่อนนั้นมาจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ซึ่งมีผลกระทบในตลาดฟิล์มอาคารและฟิล์มรถยนต์โดยตรงจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว" พีรศักดิ์ กล่าว
นอกจากนั้น จากการดำเนินธุรกิจตลอดระยะเวลา 2 ปีของบริษัทในประเทศไทย พบว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในการทาตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร ทั้งผู้บริโภคติดตั้งฟิล์มกรองแสงกลุ่มใหม่และผู้บริโภคติดตั้งฟิล์มกรองแสงกลุ่มทดแทนยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก
ถึงแม้ปัจจัยปีหน้ายังไม่ชัดเจน แต่ตลาดในประเทศไทยยังนับเป็นตลาดที่มีศักยภาพอยู่







