
ธปท.สัญญาณชัด ร่วมวงดันเศรษฐกิจ
ทันทีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอนุมัติกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในการทำนโยบายการเงินในปี 2560 ที่ระดับ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือ 1-4% เท่ากับปีนี้ เพราะเป็นกรอบที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพการเงิน และน่าจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ และครั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังได้ส่งสัญญาณในเชิงเป็นคำมั่นต่อ ครม. และกระทรวงการคลัง ว่าจะดำเนินนโยบายการเงินให้เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยจะใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ทันทีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอนุมัติกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในการทำนโยบายการเงินในปี 2560 ที่ระดับ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือ 1-4% เท่ากับปีนี้ เพราะเป็นกรอบที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพการเงิน และน่าจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ และครั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังได้ส่งสัญญาณในเชิงเป็นคำมั่นต่อ ครม. และกระทรวงการคลัง ว่าจะดำเนินนโยบายการเงินให้เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยจะใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีอย่างเต็มประสิทธิภาพ
สิ่งที่น่าสนใจในการจัดทำกรอบเฟ้อหมายเงินเฟ้อปี 2560 ซึ่งเป็นข้อตกลงการทำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และ รมว.คลัง หลัง วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ในฐานประธาน กนง. เข้าหารือ รมว.คลัง หลายรอบ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. และ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายมีความเห็นร่วมกันว่า แม้ว่าเงินเฟ้อปีหน้าจะมีแนวโน้มสูงขึ้น และไม่น่าพลาดเป้าหมายเหมือนปีนี้
อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อในปีหน้ายังมีความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมัน สูงพอสมควร ที่จะทำให้เงินเฟ้อไม่เคลื่อนไหวในกรอบหรือตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ฉะนั้น ถ้าหากกรอบเงินเฟ้อดังกล่าวเหมาะสมที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี กนง.ผู้ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการเงิน คงต้องใช้เครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินที่มีอยู่ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตเต็มศักยภาพและยั่งยืนได้นั้น ในปีหน้าการที่จะใช้เพียงเครื่องมือดอกเบี้ย ที่อ้างว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว หรือการปรับลดดอกเบี้ยไปก็ไม่น่าจะช่วยให้การบริโภคหรือการใช้จ่าย รวมถึงการลงทุนในประเทศขยายตัวไปมากกว่านี้
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายคงอยู่ในระดับ 1.5% มาตลอด 1 ปีกว่า นับแต่ที่เคยลดดอกเบี้ยไป 0.25% ในการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2558 และแนวโน้มปีหน้าจะคงในอัตรา 1.5% ต่อไปได้ยาก กนง.จึงมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมืออื่นในการทำนโยบายการเงินให้เข้มข้นขึ้น เพื่อช่วยผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ดี แม้ ครม.จะเห็นชอบกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ตามที่ กนง.หรือ ธปท.เสนอ แต่กรอบดังกล่าวยังมีข้อสังเกตจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ให้ ธปท.ติดตามความเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด และควรชี้แจงโดยเร็วกรณีที่อัตราเงินเฟ้อเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมาย เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินทางธุรกิจและการใช้ชีวิตของประจำวันของสาธารณชนได้ดีขึ้น
ด้าน จาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ในการทำนโยบายการเงินนอกจากอัตราดอกเบี้ยแล้ว ธปท.ยังมีเครื่องมือหลักอื่นๆ อีก คือ ปริมาณเงิน อัตราแลกเปลี่ยน รวมไปถึงการกำกับนโยบายการเงินควบคู่กับการกำกับสถาบันการเงิน (เม็กโครพรูเด็นเซียล) ด้วย แต่เครื่องมือตัวหลังน่าจะใช้เพื่อเป็นการสร้างเสถียรภาพของระบบการเงินมากกว่าที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยทุกเครื่องมือที่ ธปท.มีอยู่จะต้องมีการพิจารณาใช้อย่างเหมาะสม
"ในการดูแลอัตราเงินเฟ้อ กนง. คาดว่าปีนี้เงินเฟ้อทั่วไปน่าจะอยู่ที่ 0.2% สูงขึ้นจากเดิม 0.3% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปปีหน้าคาดไว้ที่ 1.5% ลดลงจากเดิมที่ 2% เนื่องจากมองว่าราคาอาหารสดไม่น่าจะปรับขึ้นมากนัก อย่างไรก็ดี จากนี้ไป กนง.มองว่าเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้น และคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-4% ได้ในช่วงไตรมาสแรกปี 2560 แต่ก็ขึ้นอยู่&O3242;กับราคาน้ำมันและราคาอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังทรงตัวในระดับต่ำ" จาตุรงค์ กล่าว
ก่อนหน้านี้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุว่า ในปีหน้าภาครัฐต้องเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป โดยนโยบายการคลังที่จะดำเนินการในปี 2560 คือ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวงคมนาคม 1.7 ล้านล้านบาท โดยมีโครงการที่เดินหน้าได้ 8-9 แสนล้านบาท ที่จะมีการเบิกเงินลงทุน 1.6 แสนล้านบาท รวมกับโครงการลงทุนอื่นๆ จะทำให้มีการเบิกจ่ายงบลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานในปีหน้าถึง 2.2 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ จะมีเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจตามแผนปกติของปีหน้าอีก 3.6 แสนล้านบาท รวมกับเม็ดเงินที่รัฐวิสาหกิจเร่งลงทุนให้เร็วขึ้นอีก 6-7 หมื่นล้านบาท ทำให้มีเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจนี้อีกกว่า 4 แสนล้านบาท ที่จะลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหน้าและระยะยาว ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้เพิ่มขึ้น 0.3-0.4%
อย่างไรก็ตาม อภิศักดิ์ เห็นว่า นอกเหนือจากนโยบายการคลังที่จะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังจะมีนโยบายทางการเงินที่ ธปท.จะเป็นผู้ดูแลเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย โดยในการกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท. ในปี 2560 ที่ 2.5% บวกลบ 1.5% นั้น ธปท.ได้มีการระบุไว้ชัดเจนว่า ธปท.จะใช้ทุกเครื่องมือทุกวิธีและทุกมาตรการ เพื่อทำให้เศรษฐกิจโตได้เต็มศักยภาพ
ขณะที่รายงานการประชุม กนง.ครั้งล่าสุดวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ระบุสาเหตุที่คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ไว้ด้วยว่า พร้อมใช้เครื่องมือนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อให้เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ปีหน้าน่าจะเป็นปีที่มีความผันผวนสูงจากปัจจัยในต่างประเทศที่สหรัฐจะมีการดำเนินนโยบายการค้าใหม่ ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าพอสมควร และยังมีปัญหาสถาบันการเงินในยุโรป ฉะนั้น ตลาดเงิน ตลาดทุนจะแกว่งมาก การช่วยดูแลเศรษฐกิจให้เติบโต คงใช้อัตราดอกเบี้ยได้จำกัด เนื่องจากเงินเฟ้อเริ่มจะปรับขึ้นและทิศทางดอกเบี้ยในตลาดเงินของสหรัฐก็เริ่มขยับขึ้นแล้ว
ฉะนั้น โจทย์สำคัญในการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเศรษฐกิจน่าจะเป็นการรักษาเสถียรภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันผวนเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายการเงินจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีหน้าได้มากน้อยเพียงใด ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป แต่อย่างน้อยการดูแลให้ค่าเงินบาทไม่ผันผวนและมีทิศทางอ่อนค่าลงบ้างก็ช่วยเศรษฐกิจได้พอควรแล้ว







