
‘ริชไทม์ เน็ตเวิร์ค’ รุกตลาดกาแฟ ตั้งเป้า 4 ปีขายทะลุ 2,500 ล้าน
ธุรกิจกาแฟยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หรือซีแอลเอ็มวี กัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ธุรกิจกาแฟยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หรือซีแอลเอ็มวี กัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม เป็นตลาดเกิดใหม่ที่น่าลงทุน ในช่วงที่ผ่านมาจึงได้เริ่มเห็นผู้ประกอบการไทยอย่างบริษัท ริชไทม์ เน็ตเวิร์ค เดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศลาว
ใจกล้า กาดำดวล ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท ริชไทม์ เน็ตเวิร์ค ผู้ผลิตและจำหน่ายกาแฟภายใต้แบรนด์ “สะบายดี คอฟฟี่” เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานใหม่ จากเดิมที่ดำเนินธุรกิจขายตรงในประเทศลาว มาเน้นการทำตลาดแบบค้าส่ง เนื่องจากภาพรวมของบริษัทจากเดิมที่มีผลประกอบการติดลบ กลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมามีผลประกอบการเติบโตแบบก้าวกระโดด
การเติบโตดังกล่าว นอกจากจะเป็นผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่แล้ว ยังเป็นผลมาจากนโยบายการใช้สื่อโฆษณาผ่านสื่อวิทยุและโทรทัศน์แบบครบวงจรทำให้ในปี 2559 สามารถทำยอดขายได้มากกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งในปี 2560 นี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ นโยบายและกลยุทธ์การตลาดในปี 2560 บริษัทยังคงใช้แนวทางเดิม กล่าวคือการใช้สื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ แต่จะเน้นให้ครอบคลุมทุกสื่อ และเพิ่มความถี่ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์กาแฟสะบายดี คอฟฟี่ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมถึงการขยายตลาดเข้าไปในพื้นที่ใหม่ๆ ในลาวเพิ่มขึ้น เพื่อครองส่วนแบ่งตลาดกาแฟสุขภาพเป็นอันดับ 1 ในลาว
“ในช่วงแรกที่เปลี่ยนนโยบายใหม่ เราเน้นการทำตลาดผ่านการออกบูธตามแขวงต่างๆ ทั่วประเทศลาวก็ประสบความสำเร็จพอสมควร จากนั้นก็เริ่มหันมาทำการตลาดผ่านสื่อวิทยุและโทรทัศน์ในลาว ทำให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนทำให้ยอดขายกาแฟสะบายดีเติบโตแบบก้าวกระโดด จนทางโรงงานผลิตสินค้าให้เราไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวสะบายดีคอฟฟี่เอส เป็นสินค้าใหม่กำลังมาแรงซึ่งตอนนี้สินค้าได้ถูกนำเข้าไปขายตามร้านค้าทั่วประเทศลาว”
นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมลงทุน 30 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟสำเร็จรูปบนเนื้อที่ 8 ไร่ สำหรับกำลังการผลิต 1 หมื่นลัง/เดือน เนื่องจากโรงงานที่ผลิตสินค้าให้กับบริษัทที่ จ.ปทุมธานี และเชียงใหม่ มีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อยอดขายในปัจจุบัน โดยโรงงานดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้ หจก.ใจก้าแฟคทอริ่ง ที่บริษัทได้จัดตั้งขึ้นบริหารงานโดยเฉพาะ
“โรงงานที่รับจ้างผลิตสินค้าให้กับบริษัท สามารถส่งสินค้าให้ได้ประมาณเดือนละ 1,800 ลัง บริษัทขอให้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 20-30% แต่ยังไม่รู้ว่าจะสามารถผลิตได้ตามความต้องการหรือไม่ เนื่องจากยอดสั่งซื้อจากผู้บริหารงานขายของบริษัทมีเข้ามาจำนวนมากด้วยเช่นกัน ปัจจุบันบริษัททำธุรกิจในรูปแบบค้าส่งให้กับตัวแทนที่ทำตลาดอยู่ในลาวเป็นหลัก ซึ่งกระจายอยู่ 13 แขวงของลาว และผู้บริหารงานขายเหล่านั้นมีฐานลูกค้าเป็นร้านค้าจำนวนกว่า 1,000 แห่งทั่วลาว โดยมีทั้งที่เป็นร้านค้าทั่วไป ร้านขายทองรูปพรรณ ร้านขายยา และร้านอื่นๆ อีกจำนวนมาก”
พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้นำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อทั้งที่เป็นเชนจากต่างประเทศ และจากผู้ประกอบการของลาว อาทิ ร้านจิฟฟี่ในปั๊มน้ำมัน ปตท. 20 แห่ง ร้านเอ็มพอยท์มาร์ท ที่ปัจจุบันมีสาขาอยู่กว่า 50 แห่ง ร้านเดลี่ พลัส ร้านสะดวกซื้อของลาวที่มีสาขาในปั๊มน้ำมันปัจจุบันมี 25 แห่ง ร้านโชคชัย ร้านสะดวกซื้อของลาวอีกแบรนด์ที่มีสาขาปัจจุบัน 4 แห่ง และมีแผนขยายเพิ่มเป็น 50 แห่งในปี 2560
นอกจากการทำตลาดในลาวแล้ว บริษัทยังได้วางแผนขยายตลาดไปยังประเทศเวียดนามและเมียนมา เนื่องจากมีฐานลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าของบริษัท และมีผู้สนใจนำสินค้าเข้าไปจัดจำหน่าย โดยเป้าหมายการเติบโตภายในปี 2563 บริษัทต้องการขยายตลาดไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วย และคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้เดือนละ 3 หมื่นลัง หรือมูลค่ายอดขายกว่า 2,500 ล้านบาท
ด้าน กนกพร สีหานาวี ประธานฝ่ายการตลาดประเทศลาว บริษัท ริชไทม์ เน็ตเวิร์ค กล่าวถึงกลยุทธ์การตลาดในลาวว่า ที่ผ่านมาบริษัทค่อนข้างประสบความสำเร็จในการรุกการตลาดผ่านช่องทางวิทยุ และโทรทัศน์อย่างมาก ดังนั้นกลยุทธ์การตลาดของบริษัทจะยังคงใช้แนวทางเดิมเป็นหลัก เนื่องจากเป็นการสื่อสารที่เข้าถึงตรงกลุ่มเป้าหมาย จนทำให้แบรนด์สะบายดีคอฟฟี่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้ส่งสินค้าไปเกือบครอบคลุมทุกแขวงของลาว
ในส่วนของการทำตลาดนั้นบริษัทได้ลงสื่อโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆ อีกมาก เพื่อสร้างความหลากหลาย และขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขึ้น เช่น นิตยสารอัพเดท ซึ่งเป็นนิตยสารที่ได้รับความนิยมอย่างมากในลาว หรือป้ายโฆษณาตามสถานที่ต่างๆ อาทิ ด่านชายแดนไทย-ลาว รวมถึงการไปเป็นสปอนเซอร์หลักให้กับรายการต่างๆ ของภาครัฐและเอกชนในลาว เป็นต้น
ขณะเดียวกันจะจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องเช่นซื้อ 10 ลัง แถม 3 ลัง ซื้อ 20 ลัง แถม 8 ลัง ซื้อ 50 ลัง แถม 26 ลัง หรือซื้อ 100 ลัง แถมพิเศษ 60 ลัง ขณะเดียวกันกำลังอยู่ระหว่างทดลองจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ผ่านการใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อช่วยในการขยายตลาด ปัจจุบันถือว่าอยู่ระหว่างเริ่มต้น
เหล่านี้คือการปรับตัวครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการไทยในการรุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน โดยใช้รูปแบบการขายส่ง แต่การที่สินค้าจะสามารถอยู่ได้ยาวนานในตลาดนั้น สิ่งสำคัญคือ คุณภาพที่ดีจะต้องเป็นตัวตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า







