
ลุ้น 1,550 จุดก่อนสิ้นปี
การปรับพอร์ตระดับโลกหลังทรัมป์พลิกชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีซาลงแล้ว ราคาพันธบัตรทั่วโลกที่ทรุดฮวบ จนดันบอนด์ยิลด์พุ่งแรงกว่า 0.6% “เริ่มทรงตัว” ล่าสุดบอนด์ยิลด์ 10 ปี ของสหรัฐเคลื่อนไหวอยู่แถว 2.466% ดัชนีเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นกว่า 4% หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐก็เริ่มชะลอตัวเช่นกัน แรงขายในตลาดหุ้นเกิดใหม่เริ่มซาลงแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้ราคาหุ้นโงหัวขึ้น
การปรับพอร์ตระดับโลกหลังทรัมป์พลิกชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีซาลงแล้ว ราคาพันธบัตรทั่วโลกที่ทรุดฮวบ จนดันบอนด์ยิลด์พุ่งแรงกว่า 0.6% “เริ่มทรงตัว” ล่าสุดบอนด์ยิลด์ 10 ปี ของสหรัฐเคลื่อนไหวอยู่แถว 2.466% ดัชนีเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นกว่า 4% หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐก็เริ่มชะลอตัวเช่นกัน แรงขายในตลาดหุ้นเกิดใหม่เริ่มซาลงแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้ราคาหุ้นโงหัวขึ้น
กรณีตลาดหุ้นไทยต่างชาติพลิกกับมาซื้อ 4 วันทำการต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณที่ดีตลาดหุ้นยังได้แรงหนุนจากปัจจัยอื่นดังนี้
ประการแรก หุ้นกลุ่มพลังงานแกว่งขึ้นตามราคาน้ำมัน หลังโอเปกบรรลุข้อตกลงปรับลดการผลิตลง 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน เมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา นอกจากนั้นผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกยังมีมติปรับลดการผลิตลง 5.58 แสนบาร์เรล/วัน เมื่อเสาร์ที่ผ่านมา แม้จะต่ำกว่าที่โอเปกตั้งเป้าไว้ที่ 6 แสนบาร์เรล แต่ยังคงมีส่วนช่วยคลี่คลายภาวะน้ำมันล้นตลาดโลก
ประการที่ 2 ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติขยายเวลามาตรการ QE ไปอีก 9 เดือน แม้จะลดวงเงินซื้อพันธบัตรจาก 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน เหลือ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน ตั้งแต่เดือน เม.ย.-ธ.ค. 2560 รวมทั้งโปรแกรมยังสูงกว่าเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ สภาพคล่องในตลาดการเงินโลกจึงมีแนวโน้มสูงต่อไป แม้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 14 ธ.ค.นี้ ตลาดโลกรับรู้แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ล่วงหน้าไปแล้ว และคาดว่าจะขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้ง ในปี 2560 สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นตัวแปรหลักทำให้ตลาดปรับเปลี่ยนการคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยเฟดต่อไป
ประการที่ 3 การบริโภคภายในประเทศมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น เนื่องจากรายได้ภาคผลิตมีแนวโน้มฟื้นตัว หลังสถานการณ์น้ำในเขื่อนทั่วประเทศดีเกินคาด หากการผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ยาง น้ำตาล กลับสู่ระดับค่าเฉลี่ยก่อนเกิดภัยแล้ง และให้ราคายางและอ้อยที่ดีดขึ้นมา 30-40% แล้วทรงตัว รายได้ภาคเกษตรจะสูงขึ้นเฉียดแสนล้านในปีหน้า
อีกทั้งภาระหนี้จากโครงการรถยนต์คันแรกจะทยอยหมดลงในปี 2560-2562 นักวิเคราะห์ธนชาตประเมินว่าจะช่วยปลดภาระทางการเงินของภาคครัวเรือนลงได้ 1 หมื่นล้านบาท ในปีหน้า และอีก 2-3 หมื่นล้านบาท ในปี 2561 รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และเพิ่มค่าลดหย่อนที่จะเริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. 2560 จะช่วยเติมเงินในกระเป๋าผู้เสียภาษีอีก 1.5 หมื่นล้านบาท/ปี และมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500 หรือ 3,000 บาท จะเติมเงินเข้าระบบอีก 2 หมื่นล้านบาท ก่อนสิ้นปีนี้โดยรวมปัจจัยเหล่านี้จะเติมเม็ดเงินเข้าระบบราว 1.5 แสนล้านบาท หรือ 1% ของ GDP ยังไม่รวมผลทวีคูณการหมุนรอบของเม็ดเงิน (Multiplier Effect)
นอกจากนั้น ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทยอยออกมาทั้ง “เที่ยวช่วยชาติ” และสัปดาห์นี้จ่อคลอด “ช็อปช่วยชาติ” หุ้นที่อิงการบริโภคจึงอยู่ในข่ายได้อานิสงส์ เมื่อผนวกความคืบหน้าโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รถไฟฟ้า 3 เส้นทาง มูลค่ารวม 2 แสนล้านบาท และจะทยอยออกมาอีก เช่น โครงการรถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ ฯลฯ ภาคก่อสร้างน่าจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังปีหน้า แนวโน้มการฟื้นตัวของการบริโภค การท่องเที่ยว และก่อสร้าง น่าจะช่วยหนุนเศรษฐกิจภาพรวม เห็นผลชัดขึ้นในครึ่งหลังปี 2560
ประการที่ 4 เงิน LTF/RMF จะทยอยเข้าตลาดหุ้นก่อนสิ้นปีอีกไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ปัจจัยที่กล่าวมาจะหนุนให้ดัชนียกกรอบการแกว่งตัวขึ้นเป็น 1,520-1,550 จุด แนะซื้อหุ้นรายตัว เช่น AOT BJC BEAUTY CPALL EA KCE CK IRPC PTTGC (ศึกษาเพิ่มก่อนตัดสินลงทุนจากบทวิเคราะห์ธนชาต)







