
ศึกมาบตาพุด...อุทธรณ์ต่อ
อีก 2 วัน ศาลปกครองกลางกำหนดวันพิพากษาคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนร่วมกับชาวบ้านมาบตาพุด จ.ระยอง 43 ราย ยื่นฟ้อง 8 หน่วยงานรัฐ ได้แก่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม และ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (พม.)กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กระทำการโดยมิชอบ ขอให้ศาลเพิกถอนมติ ครม. เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2552 ที่ออกใบอนุญาตแก่โรงงาน โดยไม่ได้ยึดหลักตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด ประกาศไว้แต่ก็ยังมีผลอยู่ต่อไปจนกว่าคดีถึงที่สุด ซึ่งจะมีคำตัดสินชัดเจนในวันที่ 2 ก.ย. นี้ คำตอบจากฝั่งของผู้ประกอบการเอกชนก็มี 2 ด้าน คือ ผิดกับไม่ผิด และซึ่งเชื่อกันว่าไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาในลักษณะใด ทั้งผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องจะต้องใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์แน่
มีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การที่ตุลาการผู้แถลงได้แถลงความเห็นทางคดีเมื่อวันที่ 26 ส.ค. โดยมีเนื้อหาระบุว่าโครงการทั้งหมดยังไม่เข้าข่ายประเภทโครงการที่มีความรุนแรงจึงสมควรยกฟ้อง แต่ความเห็นนี้ไม่ผูกพันความเห็นขององค์คณะตุลาการที่เป็นเจ้าของสำนวนที่จะทำหน้าที่พิพากษาคดี ซึ่งบางคดีตุลาการผู้แถลงคดีมีความเห็นอย่างหนึ่ง แต่องค์คณะมีคำพิพากษาออกมาอีกทางหนึ่งก็มี
อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำดังกล่าวเสมือนเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า เพราะโดยปกติแล้วตุลาการผู้แถลงจะไม่เปิดเผยความเห็นต่อสาธารณชน
พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนมั่นใจว่าขั้นตอนต่างๆ ที่ร่วมกันทำมาตั้งแต่คณะกรรมการ 4 ฝ่าย เป็นไปด้วยความชัดเจน ขณะเดียวกันแต่ละโครงการที่อยู่ในมาบตาดพุดก็ดำเนินการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ซึ่งมีกฎระเบียบที่ออกมาแล้ว แม้ว่าบางโครงการจะไม่เข้าข่ายกิจการประเภทกิจการรุนแรงก็ตาม ทุกโครงการพร้อมที่จะทำควบคู่กันไปให้เสร็จ เพื่อสร้างความสบายใจให้กับประชาชน
“
การรอคำตัดสินของศาลปกครองฯ ผมไม่ต้องการแสดงความเห็นว่าจะออกมาบวกหรือลบ แต่จะเป็นวันที่ตัดสินคดีหลักว่า สิ่งต่างๆที่ผู้ฟ้องยื่นเรื่องมาจะผิดหรือไม่ผิด ระหว่างนี้ภาคเอกชนยังไม่ได้วางแผนการรองรับที่ชัดเจน เพราะยังเชื่อว่าด้วยกระบวนการที่ได้แก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 จะเป็นสิ่งยืนยันไดว่าเดินทางมาถูกต้องแล้ว”นายพยุงศักดิ์ กล่าวโสภณ ผลประสิทธิ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะคณะทำงานศูนย์ประสานงานการลงทุนและแก้ไขปัญหามาบตาพุด กล่าวว่า รมว.อุตสาหกรรม ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับคำตัดสินของศาลปกครองฯ ไว้แล้ว ไม่ว่าจะออกมาในลักษณะใด เท่าที่ทราบเบื้องต้นผู้ฟ้องเตรียมยื่นอุทธรณ์คดีต่อหากผลตัดสินไม่เป็นไปตามที่คาดไว้
“
การพิจารณาคดีของศาลปกครองฯรอบนี้แตกต่างจากเมื่อครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากอยู่คนละบรรทัดฐาน และมีความพร้อมต่างกัน ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะรับฟังคำพิพากษาและนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง”นายโสภณ กล่าวชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงได้เตรียมพร้อมเป็นการภายในถึงแนวทางปฏิบัติหลังวันที่ 2 ก.ย. คือ เตรียมยกเลิกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องประเภทกิจการรุนแรง 8 กิจการ จะดำเนินการทันที เมื่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกประกาศประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการ ที่ต้องรอการลงราชกิจจานุเบกษาก่อน คาดว่าจะใช้เวลาภายในสัปดาห์หน้า
หลังจากนั้นเมื่อประกาศกิจการรุนแรงออกมาแล้ว กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐาน และการเหมืองแร่และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จะเร่งตรวจสอบโครงการที่ได้ใบอนุญาตหลังรัฐธรรมนูญมีกี่โครงการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรง
“
ความชัดเจนของโครงการมาบตาพุดจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นการลงทุน กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมที่จะเดินทางไปโรดโชว์ที่จีนวันที่ 15 ก.ย. และจะเดินทางไปโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นวันที่ 1418 ก.ย. จะถือโอกาสนี้ชี้แจงความคืบหน้าการแก้ปัญหามาบตาพุดด้วย” นายชัยวุฒิ กล่าวกระนั้น ไม่ว่าผลของการตัดสินคดีของศาลปกครองฯ จะออกมาเป็นบวกหรือลบ แต่สิ่งที่ภาครัฐคาดหวังก็คือ หากทุกอย่างเป็นตามที่คาดการณ์ไว้ในทางที่ดี โครงการที่ไม่เข้าข่ายกิจการรุนแรง หรือเป็นโครงการที่ได้จัดทำเอชไอเอและอีไอเอแล้วสามารถเดินหน้าได้ทันที ส่วนโครงการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรงก็รอการจัดทำเอชไอเอและอีไอเอให้เสร็จตามเงื่อนไข ก็จะดำเนินการกิจการได้เช่นกัน
ถ้ามองในมุมกลับกันเกิดการยื่นอุทธรณ์ทุกอย่างก็ต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ เหมือนกับการยื่นฟ้องร้องคดีเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา เมื่อถึงตอนนั้นคงเป็นงานใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องหาวิธีการจัดการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกครั้ง ภาวการณ์ลงทุนไทยก็ต้องเดินถอยหลัง ต่างชาติสับสนกับความชัดเจนของนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ไร้ความชัดเจน เพราะเชื่อได้ว่าแนวคิดของผู้ฟ้องร้องยังคงต้องยึดหลักการเดิมที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการลงทุน ที่คาดว่าทำให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยต่อไป แม้ว่าจะมีการออกหลักเกณฑ์ปฏิบัติที่ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วก็ตาม







