posttoday
ธพว.คุมเข้มสินเชื่อ จ่อสอบผ่านแผนฟื้นฟู

ธพว.คุมเข้มสินเชื่อ จ่อสอบผ่านแผนฟื้นฟู

07 ธันวาคม 2559

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในบรรดา 7 รัฐวิสาหกิจที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภายใต้การกำกับของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซุูเปอร์บอร์ด คาดว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่สอบผ่าน หลุดจากแผนฟื้นฟูเป็นแห่งแรกในปี 2560

ย้อนไปเมื่อปี 2557 เอสเอ็มอีแบงก์เจอกระแสข่าวการถูกปิดกิจการ รวมทั้งถูกนำไปควบรวมกับธนาคารออมสิน เนื่องจากช่วงนั้นเริ่มมีปัญหาปล่อยกู้ไม่ได้ ยอดสินเชื่อคงค้างหดตัวจาก 9.6 หมื่นล้านบาท เหลือ 8.8 หมื่นล้านบาท และยังมีหนี้เสียสูงกว่า 3.53 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของยอดสินเชื่อคงค้าง เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่ำกว่า 8.5% ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด

จนเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 และส่ง สาลินีวังตาล อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. มาเป็นประธานคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2557 โดย สาลินี ได้เข้ามาสะสางปัญหาภายใน วางกรอบและแนวทางการจัดการหนี้เสียให้เข้าสู่มาตรฐานที่ควรจะเป็น

ผลที่ได้คือ ปี 2558 เอสเอ็มอีแบงก์มีกำไรสุทธิถึง 1,339.5 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 113 ล้านบาท เพราะมีการปล่อยสินเชื่อที่มีคุณภาพดีมากขึ้น ทำให้มีรายได้จากดอกเบี้ยรับเพิ่ม โดยมีสินเชื่อปล่อยใหม่กว่า 3.13 หมื่นล้านบาท ช่วยเอสเอ็มอีได้ 1.2 หมื่นราย หรือเฉลี่ยปล่อยกู้รายละ 2.6 ล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้างกว่า 8.61 หมื่นล้านบาท ส่วนหนี้เสีย ณ สิ้นปี 2558 อยู่ที่ 2.34 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 27.23% ของสินเชื่อรวม ลดลงจากกลางปี 2557 ถึงกว่า 8,508 ล้านบาท

ล่าสุด ผลดำเนินการ ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2559 เอสเอ็มอีแบงก์มีกำไรสุทธิ 1,560 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1,280 ล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 9.15 หมื่นล้านบาท ขณะที่หนี้เสียจะลดลงเหลือ 1.8 หมื่นล้านบาทได้ตามเป้าภายในสิ้นปีนี้

มงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า ปี 2560 สินเชื่อปล่อยใหม่จะลดลงเหลือ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนคุณภาพหนี้ ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ของเอสเอ็มอี ขณะที่ภาพรวมการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล จากสินเชื่อปล่อยใหม่ของธนาคารอยู่ที่ 1-2% ถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่ คนร.กำหนดไว้ให้สินเชื่อปล่อยใหม่จะเป็นเอ็นพีแอลได้ไม่เกิน 5%

สำหรับยอดปล่อยกู้ต่อเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท และมียอดเงินที่ชำระคืนเงินกู้ต่อเดือนอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท โดยในช่วง 10 แรกของปีนี้มียอดสินเชื่อปล่อยใหม่อยู่ที่กว่า 2.9 หมื่นล้านบาท เนื่องจากธนาคารให้ความสำคัญเรื่องการพิจารณาสินเชื่อ และการพัฒนาผู้ประกอบการทั้งเรื่องการพัฒนาคุณภาพสินค้า บริการและการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถประกอบอาชีพได้

อย่างไรก็ดี ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่างจากลูกหนี้สินเชื่อบุคคลที่มีรายได้เป็นเงินเดือนประจำ สามารถหักเงินในบัญชีมาชำระหนี้ได้ทุกเดือน แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายได้จะไม่สม่ำเสมอ ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติที่ทำให้กำลังซื้อของคนเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อยอดขายของผู้ประกอบการ

ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือเริ่มมีรายได้ลดลง ให้เข้ามาติดต่อกับธนาคารเพื่อขอปรับค่างวดให้เหมาะสมกับรายได้ที่ลดลง ไม่ต้องรอจนเป็นหนี้เอ็นพีแอล เพราะจะทำให้การแก้ปัญหาต้องใช้ระยะเวลามากขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารยังเดินตามกรอบ คนร. คือ ให้กู้เอสเอ็มอีรายเล็ก ไม่เกิน 15 ล้านบาท แต่จะมีการร่วมทุน หรือ เวนเจอร์แคปปิตอล เข้ามา
เพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท ซึ่งในปีหน้าเอสเอ็มอีแบงก์จะมุ่งเน้นเรื่องการเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา หรือ SME Development Bank เพื่อช่วยให้เกิดสังคมผู้ประกอบการใหม่ สนับสนุนให้เกิดการส่งออก พร้อมสร้างผู้ประกอบการที่แข็งแรงมีตลาดสู่สากล ก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล

และหากออกจากแผนฟื้นฟูฯ ได้ จะมีข้อดี 3 เรื่องใหญ่ คือ ความน่าเชื่อถือขององค์กร เพราะแม้บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ จะคงอันดับเครดิตที่ AAA แต่ในทางปฏิบัติการระดมเงินจากผู้กู้รายใหญ่ยังมีต้นทุนสูง โดยปี 2558 ต้นทุนอยู่ที่ 2.8% และเมื่อธนาคารสามารถเดินตามแผนฟื้นฟูได้ ทำให้ต้นทุนปี 2559 ลดลงเหลือ 2.1% ซึ่งหากคำนวณจากฐานเงินฝากรายใหญ่ที่ 1 แสนล้านบาท เท่ากับปี 2559 ธนาคารสามารถลดต้นทุนการระดมเงินได้ 70 ล้านบาท และหากในปี 2560 ธนาคารออกจากแผนฟื้นฟูได้ คาดว่าต้นทุนจะลดลงอีก0.2-0.3% หรือราวปีละ 35 ล้านบาท

นอกจากนี้ พนักงานจะมีขวัญกำลังใจในการทำงานมากขึ้น ทำให้ได้ผลตอบแทนในรูปเงินโบนัสดีขึ้น ท้ายที่สุด งานสำคัญที่ต้องเดินหน้าคือการเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา โดยจะพัฒนาทั้งบุคลากรของธนาคารให้รองรับพันธกิจใหม่ ภายใต้โครงการ SME ดีมากๆ ซึ่งจะเป็นโครงการปรับทัศนคติการทำงานใหม่ ให้ทำเป็นทีม มีการตรวจสอบ ควบคุมความเสี่ยงได้ เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ถูกการเมืองเข้าแทรกเช่นที่ผ่านมาอีก

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่