
ส่อวืดตั้งธนาคารสหกรณ์
คลัง-แบงก์ชาติขวางลำตั้งธนาคารสหกรณ์ชี้เพิ่มภาระรัฐ เกษตรฯ ชี้ส่อเค้าตั้งได้แค่ศูนย์กลางการเงิน
คลัง-แบงก์ชาติขวางลำตั้งธนาคารสหกรณ์ชี้เพิ่มภาระรัฐ เกษตรฯ ชี้ส่อเค้าตั้งได้แค่ศูนย์กลางการเงิน
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์ได้รับทราบผลการศึกษาของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการตั้งธนาคารสหกรณ์ และได้มีมติแต่งตั้งคณะทำงานศึกษารูปแบบธนาคารที่เหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเลือกแนวทางการตั้งเป็นศูนย์กลางทางการเงิน (CFF) จากที่มีการเสนอผลการศึกษาการตั้งธนาคารสหกรณ์มาให้เลือกทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.กองทุนพัฒนาสหกรณ์และคุ้มครองเงินฝากสหกรณ์ 2.สถาบันการเงินระดับยอด 3.ศูนย์กลางทางการเงินสหกรณ์ และ 4.ธนาคารสหกรณ์ ซึ่งกลไก CFF นี้จะทำหน้าที่สนับสนุนด้านสภาพคล่องให้เกิดความมั่นคงด้านการเงินแก่สหกรณ์สมาชิก และเป็นตัวกลางในการบริหารเงินทุน ซึ่งเป็นการยกระบบสหกรณ์ใกล้เคียงกับนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้หาแนวทางดำเนินการให้ระบบสหกรณ์มีความเข้มแข็งขึ้น
“การบริหาร CFF จะเป็นในรูปของคณะกรรมการ สมาชิกจะต้องเป็นรูปขององค์กรเท่านั้นและเข้ามาเป็นสมาชิกของ CFF ด้วยความสมัครใจ ซึ่งที่ประชุมให้คณะศึกษานำเรื่องนี้ไปเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทั่วประเทศทุกภูมิภาคให้เสร็จภายในเดือน ม.ค. 2560 เพื่อนำผลการรับฟังเสนอต่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาหลายฝ่ายท้วงติงว่าสหกรณ์ยังไม่มีความพร้อม ถ้าทุกฝ่ายเห็นตรงกันก็จะใช้แนวทางนี้ยกระดับสหกรณ์และพัฒนาความเข้มแข็ง ก็เลือกแนวทางนี้ แต่หากอนาคตทุกคนเห็นประโยชน์ ก็อาจนำไปสู่การตั้งธนาคารสหกรณ์ก็ได้” นายธีรภัทร กล่าว
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ในการเสนอตั้งธนาคารสหกรณ์นั้นหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าการตั้งธนาคารสหกรณ์ต้องเลือกเอาสหกรณ์ที่เข้มแข็งและควรต้องมีการศึกษาการตั้งอย่างรอบคอบ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จะต้องเชิญผู้มีประสบการณ์ด้านนี้และผู้เชี่ยวชาญจากไอเอ็มเอฟและผู้มีประสบการณ์จากญี่ปุ่นมาร่วมให้ความคิด ในขณะที่ความเห็นของผู้แทนกระทรวงการคลังเห็นว่า การตั้งธนาคารหากรัฐบาลต้องถือหุ้นด้วยมากกว่า 50% รัฐจะต้องรับภาระหนี้สินสหกรณ์ด้วย จะกลายเป็นภาระของรัฐในอนาคต
สำหรับการตั้งเป็นศูนย์กลางทางการเงินสหกรณ์ รัฐจะต้องเครียมความพร้อมคือการทำมาตรฐานในการดำเนินการศูนย์กลางการเงินสหกรณ์ การให้ความรู้และพัฒนาสหกรณ์ด้านต่างๆ และการแก้ไขกฎหมายสหกรณ์ เพื่อรองรับสถานะของศูนย์กลางทางการเงินสหกรณ์ ให้มีอำนาจในการทำหน้าที่ออกใบอนุญาตและกำกับดูแล
ในส่วนภาพรวมของปริมาณธุรกิจสหกรณ์ทุกประเภท ณ 30 ก.ย. 2559 รวม 2.2 ล้านล้านบาท สินเชื่อ 1.17 ล้านล้านบาท โดยปีที่ผ่านมาสหกรณ์ทุกประเภทมีกำไรสุทธิรวม 74,565 ล้านบาท
ส่วนสถานะของสหกรณ์ทั้งระบบนั้น พบว่า ณ วันที่ 30 ก.ย. 2558 มีสหกรณ์ที่จดทะเบียนไว้ 8,270 แห่ง สามารถสอบบัญชีได้ 7,000 แห่ง สมาชิกรวม 11.88 ล้านคน เป็นสหกรณ์การเกษตรมากที่สุด 4,500 แห่ง สหกรณ์ออมทรัพย์ 1,496 แห่ง สหกรณ์ร้านค้า 241 แห่ง ที่เหลือเป็นสหกรณ์ประเภทอื่นๆ







