
เงินเฟ้อสูงสุดรอบ2ปี
เงินเฟ้อ พ.ย.สูงสุดในรอบ 23 เดือน “พาณิชย์” คาดทั้งปี 0.0-1.00% ส่วนปีหน้าโต 1.5-2.0% แนะคุมราคาสินค้าให้ดี
เงินเฟ้อ พ.ย.สูงสุดในรอบ 23 เดือน “พาณิชย์” คาดทั้งปี 0.0-1.00% ส่วนปีหน้าโต 1.5-2.0% แนะคุมราคาสินค้าให้ดี
น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน พ.ย. เท่ากับ 106.79 สูงขึ้น 0.60% เทียบกับ พ.ย. 2558 ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 23 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2557 ที่เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.60% และเป็นการสูงขึ้นต่อเนื่องติดต่อกัน 8 เดือน และส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ย 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) สูงขึ้น 0.10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ สาเหตุที่เงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 23 เดือน เป็นผลจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1.49% สินค้าสำคัญที่ราคาแพงขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ เป็ดไก่และสัตว์น้ำ เพิ่มขึ้น 1.33% ไข่และผลิตภัณฑ์นม เพิ่ม 1.21% ผักและผลไม้เพิ่ม 6.09% เครื่องประกอบอาหารเพิ่ม 1.43% อาหารบริโภคนอกบ้านเพิ่ม 1.03% ส่วนหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 0.11% สินค้าสำคัญราคาแพงขึ้น เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง 1.52% หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 12.94% หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 0.58%
สำหรับเงินเฟ้อทั้งปี 2559 คาดว่าจะขยายตัวเล็กน้อยจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงปลายปี แต่ยังคงอยู่ในประมาณการณ์ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ขยายตัวในระดับ 0.0-1.0% ภายใต้สมมุติฐานเศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.3% ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ 35-45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 35-37 บาท/เหรียญสหรัฐ
น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า ส่วนปี 2560 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะขยายตัวระดับ 1.5-2.0% ภายใต้สมมติฐาน คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 3.0-3.5%
นอกจากนี้ ในส่วนของการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 5-10 บาท/วัน ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2560 นั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อปี 2560 ให้สูงขึ้น 0.2-0.35% โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ได้รับผลกระทบทำให้สูงขึ้น 0.08% และหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มได้รับผลกระทบสูงขึ้น 0.12% ซึ่งภาครัฐจะต้องเข้าไปดูแลเรื่องการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาเกินความจำเป็น เพราะค่าแรงที่ปรับขึ้นเป็นเฉพาะบางจังหวัด และจังหวัดที่ปรับขึ้นก็ไม่เท่ากัน







