
‘เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา' ลงทุนเน้นกระจายความเสี่ยง
โดย...เยาวนา หลิมเลิศรัตน์
โดย...เยาวนา หลิมเลิศรัตน์
เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บางกอกแคปปิตอล หรือ BCAP (บริษัทในเครือธนาคารกรุงเทพ) วัย 44 ปี มีหลักในการบริหารเงินลงทุนส่วนตัวแบบฉบับผู้จัดการกองทุนที่เน้นการกระจายความเสี่ยงทั้งประเภทของสินทรัพย์และภูมิภาค ซึ่งเธอมองว่าเป็น “หัวใจสำคัญของการลงทุน”
ทุกวันนี้เธอแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรก คือ เงินลงทุนในต่างประเทศ ใช้บริการไพรเวทแบงก์ในต่างประเทศช่วยดูแล ซึ่งมีการกระจายลงทุนหลายรูปแบบ ทั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ไพรเวทอิควิตี้ และตราสารหนี้ต่างประเทศ
ส่วนที่สอง ลงทุนอยู่ในประเทศ มีทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนเปิด BCAP MSCI Thailand ETF FUND (BMSCITH) เสมือนเป็นการลงทุนไปกับตลาด เพราะกองทุนนี้ลงทุนหุ้นไทยอ้างอิงดัชนี MSCI Thailand ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 29 บริษัท มูลค่าตลาดรวมกว่า 85% ของตลาดรวม กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ผลตอบแทนจากเงินปันผลค่อนข้างดีและยังลงทุนหุ้นบางบริษัทที่ตั้งใจถือระยะยาว
สุดท้ายลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีสภาพคล่อง ซึ่งมีทั้งที่ดิน เพชร ทองและงานศิลปะ ซึ่งเป็นภาพเขียนที่มีอยู่ 3 ภาพ จุดเริ่มต้นจากชอบภาพนั้นจึงซื้อเก็บไว้เป็นของสะสมและถือเป็นการลงทุน เพราะมูลค่าของภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เธอไม่คิดจะขาย
สำหรับภาพแรกเป็นภาพทุ่งนาสีเขียวขนาด 3 เมตร ดูแล้วสบายตา รู้สึกถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ ซึ่งความพิเศษของภาพเมื่อมองจนสุดสายตาจะเห็นธงไทยและมีรูปเล็กๆ ซึ่งมองได้ว่าเป็นรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เธอไปเห็นในงานประกวดภาพเขียน “ภายใต้ร่มพระบารมี” จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ส่วนภาพที่สองเป็นรูปหิน ของศิลปินแห่งชาติ ดูเรียบๆ มีสไตล์ และอีกรูปเธอไปเห็นที่บ้านของศิลปินท่านแรก เป็นภาพแสงที่เกิดขึ้นคนละช่วงเวลา
นอกจากการกระจายการลงทุนแล้ว เงินลงทุนของเธอจะปรับเปลี่ยนไปตามวัยและวัตถุประสงค์ของเงินลงทุนในแต่ละช่วงเวลา
เมธ์วดี เริ่มลงทุนมาตั้งแต่เรียนปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจและการเงินที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐซึ่งช่วงนั้นเริ่มเปิดให้ซื้อขายหุ้นผ่านอิเล็กทรอนิกส์ได้ จึงอยากเรียนรู้ เลยเลือกซื้อหุ้นธนาคารตัวหนึ่ง โดยใช้เงินไม่กี่ร้อยเหรียญสหรัฐ ลงทุนได้ประมาณ 6-7 เดือน ก็ขายทิ้ง ผลออกมาเสมอตัว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ลงทุนอีก
เมื่อกลับมาเมืองไทย เริ่มทำงานครั้งแรกที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (บงล.) ภัทร ก็เริ่มลงทุนใหม่ ส่วนใหญ่จะลงทุนตามคำแนะนำจากเพื่อนและเป็นหุ้นที่ขายประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) แต่ไม่นานก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เงินลงทุนหายไปเพราะปิด 58 ไฟแนนซ์ ซึ่งสมัยนั้นใครๆ ก็ต้องมีหุ้นไฟแนนซ์ในพอร์ต จึงเจ็บตัวกันไป
หลังจากนั้น เธอเริ่มหันไปลงทุนในคอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิท ทองหล่อ และบ้านสำหรับให้ชาวต่างชาติเช่าในหมู่บ้านนิชดาธานี ช่วงนั้นอสังหาริมทรัพย์ราคาถูกมาก ส่วนบ้านเช่าเดิมหวังจะไว้ให้ลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ใกล้ๆ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนแผน เธอบอกว่าในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ค่าเช่าถือเป็นรายได้ดีและอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ขายไปหมดแล้วได้กำไรน่าพอใจ
เมื่อมีครอบครัว มีลูก (ปัจจุบันลูกสาวอายุ 11 ขวบและ 9 ขวบ) จึงเริ่มศึกษาการทำประกัน วางแผนอนาคตของลูก จึงแบ่งเงินไปลงทุนต่างประเทศเพื่อไว้เป็นค่าเล่าเรียน เพราะไม่มีใครรู้ว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่เท่าไร รวมทั้งทำประกันชีวิตทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะประกันในต่างประเทศสามารถเลือกรับความเสี่ยงได้ เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ข้อดีเป็นหลักประกันให้ลูกๆ หากเกิดเหตุไม่คาดคิด เงินก้อนนี้ก็จะเป็นทุนการศึกษาต่อ
“พอร์ตลงทุนโดยรวมอยู่ในต่างประเทศประมาณ 45% ไทย 40% และสินทรัพย์สินอื่น 15% ส่วนใหญ่ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นค่อนข้างเยอะ ซึ่งอนาคตเมื่อลูกๆ เรียนจบการลงทุนก็จะเปลี่ยนไป ตัวเราเองก็มีอายุมากขึ้น ก็ต้องลดสัดส่วนหุ้นให้น้อยลง เน้นหุ้นปันผลและอาจลงทุนตราสารหนี้ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนจึงล้อไปตามวัฏจักรของชีวิตโดยไม่รู้ตัว” เมธ์วดี กล่าว
พร้อมแนะนำคนที่จะเริ่มลงทุน ต้องถามตัวเองว่ารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน และเงินก้อนนั้นจะลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว เพื่อจะได้จัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัว
อย่างเธอและสามีทำงานอยู่ในแวดวงตลาดทุนทั้งคู่ ทุกอย่างจึงแปรผันไปตามตลาดหุ้น ทั้งรายได้และผลตอบแทน ดังนั้นการลงทุนในกองทุนหุ้นไทยของเธอจึงมีเพียงกองทุน BMSCITH ที่ลงทุนไปกับตลาดหุ้นไทยก็เพียงพอ







