
ศก.รุ่ง-เงินเฟ้อพุ่งดอกเบี้ยทะยาน
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับประมาณการอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2553 เพิ่มเป็น 77.5% จากเดิม 3.54.5% หลังจากไตรมาส 2 ปี 2553 เศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 9.1% เป็นการขยายตัวบวกได้ต่อเนื่องเป็นไตรมาส 6 และต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 12% ส่งผลให้ครึ่งปีแรกขยายตัวสูงถึง 10.6% ต่อปี สูงที่สุดในช่วง 15 ปี
ภาวะดังกล่าวส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% จาก 1.5% เป็น 1.75% เพื่อลดแรงความร้อนแรงของภาวะเศรษฐกิจของไทยและกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังต้องการแก้ไขปัญหาดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบอยู่ประมาณ 2% เศษด้วย เพราะหากปล่อยให้ดอกเบี้ยแท้จริงติดลบนานอาจส่งผลกระทบต่อระดับการออมของประชาชนในประเทศได้
ทันทีที่ กนง.ส่งสัญญาณด้วยการประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ธนาคารพาณิชย์ในระบบก็ส่งสัญญาณขยับดอกเบี้ย ทั้งเงินกู้และเงินฝากตามเช่นกัน อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์ เตรียมจะปรับดอกเบี้ยบ้านขึ้น ตามดอกเบี้ยขาขึ้น แต่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาอัตราที่จะขึ้นให้เหมาะสม
ในด้านการเตรียมสภาพคล่องรองรับการขยายตัวของสินเชื่อที่จะมีเพิ่มขึ้นตามความต้องการลงทุน การบริโภค ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ระบบธนาคารพาณิชย์ได้เตรียมระดมเงินฝากไว้ในหลายรูปแบบ เช่น ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนแบบใหม่ ด้วยการออกตั๋วแลกเงินพิเศษ (บี/อี) อายุ 1 ปี
“StepUp Coupon Bill of Exchange” ประเภทไม่สามารถเปลี่ยนผู้ถือตั๋วแลกเงิน เพื่อดึงเงินฝากจากผู้มีเงินออมวงเงินสูง จ่ายดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดทุก 3 เดือน เริ่มต้นที่ปีละ 1.60% และสูงสุดถึง 3.25% กำหนดวงเงินรับฝากขั้นต่ำ 1 ล้านบาทขึ้นไปอย่างไรก็ตาม แม้ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปจะเตรียมขยับดอกเบี้ยตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายและการเติบโตเศรษฐกิจ แต่ธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจของรัฐ อย่างธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ยังยืนยันที่จะคงดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ที่ระดับเดิมไปจนถึงปลายปีนี้ เพราะไม่ต้องการเพิ่มภาระให้กับลูกค้า แต่จะพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง เมื่อ กนง.ประกาศขึ้นดอกเบี้ยรวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 0.751% แม้ว่าธนาคารออมสินจะนำร่องขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ไปก่อนหน้าก็ตาม
ด้านสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรยังยืนยันว่า การขยับขึ้นดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ราคาบ้านขยับขึ้นด้วย เพราะราคาบ้านขึ้นกับการแข่งขันในแต่ละทำเล และราคาวัสดุก่อสร้างเป็นสำคัญ แต่คาดว่าในปีนี้ราคาจะขยับขึ้นไม่เกิน 5%
ส่วนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ก็ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเพื่อการบริโภค และสินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่
สะท้อนจากการที่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งแห่ให้กู้กับบริษัท การบินไทย ตามแผนยุทธศาสตร์ปี 25532557 ที่ต้องการจะใช้เงินในแผนนี้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการเพิ่มทุน 1.52 หมื่นล้านบาท และการชดเชยสภาพคล่องโดยการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ประมาณ 33.5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้มีศักยภาพที่จะลงทุนในการขยายกิจการให้แข่งขันได้
ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท การบินไทย ได้เซ็นสัญญาเงินกู้จากธนาคารทิสโก้ วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ระยะเวลาปล่อยกู้ 7 ปี และธนาคารทหารไทย 2,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 7 ปี นอกจากนี้ยังมีเงินกู้เป็นทุนหมุนเวียน 1,000 ล้านบาทด้วย
คล้อยหลังจากนั้นอีก 1 วัน บริษัท การบินไทย ก็กู้จากธนาคารกรุงเทพ 1.2 หมื่นล้านบาท และกำลังเจรจากับธนาคารกรุงไทยอีกแห่ง
สอดคล้องกับสินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ขยายตัวดีขึ้น ตามแคมเปญที่ธนาคารออกมาเรียกลูกค้าด้วยดอกเบี้ยคงที่ เช่นเดียวกันส่วนสินเชื่อการค้าระหว่างประเทศก็ขยายตัวได้ดีไม่แพ้กัน โดยธนาคารทหารไทยออกมาเปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบันสินเชื่อธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (เทรดไฟแนนซ์) เติบโตถึง 250% คิดเป็นมูลค่าการค้ารวม 3 แสนล้านบาท เนื่องจากปีนี้ธุรกิจการส่งออกและนำเข้ามีอัตราการเติบโตสูงจึงเกื้อหนุนให้สินเชื่อเทรดไฟแนนซ์ขยายตัวได้ดี รวมถึงทำให้ลูกค้าหันมาใช้การบริหารความเสี่ยงค่าเงินเพิ่มขึ้นด้วย เพราะในช่วงที่ค่าเงินมีความผันผวนและมีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้น
แน่นอนในช่วงที่เศรษฐกิจดี อัตราดอกเบี้ยมีทิศทางสูงขึ้น ย่อมดึงดูดเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น เพราะทุนต่างชาติมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยังมีโอกาสได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และยังมีโอกาสได้ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นด้วย
ทั้งนี้ คาดว่าการประชุม กนง.อีก 2 ครั้งในปีนี้ ดอกเบี้ยน่าจะขึ้นไปอยู่ที่ 22.5% น่าจะเป็นปัจจัยดึงเงินทุนไหลเข้าไทยต่อไป และอาจเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าไปอยู่ที่ 30.20 บาท/เหรียญสหรัฐด้วย
ด้านนโยบายส่งเสริมการมีที่ดินทำกินของกระทรวงการคลัง ก็สั่งเดินหน้านโยบายการนำที่ดินราชพัสดุ มาจัดสรรให้เช่าเพื่อทำการเกษตร โดยมีมติให้คณะกรรมการระดับจังหวัดดำเนินการพิจารณาหาเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเช่าที่ดินได้เลย ไม่เกินครอบครัวละ 15 ไร่ อัตราค่าเช่าขั้นต่ำ 20 บาทต่อไร่ต่อปี ในเวลาเช่าไม่เกิน 3 ปี เว้นแต่กระทรวงการคลังอนุญาต แต่ต้องไม่เกิน 30 ปี
ขณะเดียวกัน ครม.ก็มีแต่งตั้งนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงการคลังคนใหม่ โดย รมว.คลังได้มอบให้ข้าราชการที่ถูกโยกย้ายทุกคนเร่งโชว์ผลงานภายใน 3 เดือนด้วย
ด้านตลาดหลักทรัพย์ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านสดใส ดัชนีทะลุแนวต้านสำคัญที่ 900 จุด ได้สบาย มาปิดที่ 900.37 จุด ซึ่งเป็นระดับดัชนีที่ทำสถิติสูงสุดรอบ 2 ปี 10 เดือน ด้วยปริมาณการซื้อขายหนาแน่นกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท และในช่วงวันที่ 227 ส.ค.ที่ผ่านมา มีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นกว่า 1.25 หมื่นล้านบาท







