posttoday
หลากมุมมองสงคราม กับผลต่อเศรษฐกิจ (จบ)

หลากมุมมองสงคราม กับผลต่อเศรษฐกิจ (จบ)

30 พฤศจิกายน 2559

โดย...หากเกิดสงครามขึ้นจริง...จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

โดย...หากเกิดสงครามขึ้นจริง...จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

เชื่อหรือไม่? นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่ม กล่าวว่า สงครามนั้นดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม หรือแม้แต่กล่าวว่า สงครามคือสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม ซึ่งส่วนใหญ่ต่างอ้างถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากในช่วงทศวรรษ 1930 ก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น เศรษฐกิจสหรัฐต้องเผชิญกับภาวะตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยาวนานและหยั่งรากลึกกว่าครั้งไหนๆ

แต่เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐได้เพิ่มงบประมาณรายจ่ายเพื่อการป้องกันประเทศสูงถึง 6 เท่าของงบประมาณเดิม ขณะที่การบริโภคในประเทศและการลงทุนต่างก็ไม่ได้หดตัวรุนแรงนัก ส่งผลให้ GDP สหรัฐขยายตัวได้อย่างโดดเด่นในช่วงนั้น และด้วยเหตุนี้เองนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านจึงมองว่าสงครามมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐให้หลุดพ้นจากภาวะตกต่ำรุนแรงที่ยืดเยื้อมาร่วมสิบปี ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหมวดสินค้าคงทนพุ่งขึ้นแตะ 100% กระตุ้นการจ้างงานในประเทศ สร้างรายได้ให้กับประชาชน และส่งผลให้โมเมนตัมการใช้จ่ายของผู้บริโภคกลับมาเร่งตัวขึ้นในที่สุด

และด้วยบริบททางเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น นับว่ามีความใกล้เคียงกับในปัจจุบันค่อนข้างมาก ทั้งภาวะอุปทานส่วนเกิน (Overcapacity) และสภาพแวดล้อมทางการเงินที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ปัจจัยเหล่านี้อาจมีส่วนจุดประกายให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ หากผู้มีอำนาจในประเทศนั้นๆ เชื่อว่าการใช้นโยบายการคลัง ผ่านการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายเพื่อการป้องกันประเทศจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่ม รวมไปถึงช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวได้

อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านก็มีมุมมองที่แตกต่างไป โดยมองว่าสงครามไม่ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ใดๆ ต่อเศรษฐกิจเลย หากย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1990 จะพบว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่รุ่งเรือง ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 4% ต่อปี อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำที่ 3.5% ก็ไม่ได้เกิดจากการมีสงครามแต่อย่างใด

ส่วนงบประมาณรายจ่ายเพื่อการป้องกันประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงสงครามก็อาจไม่ทำให้มีการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น สงครามอิรัก-อัฟกานิสถาน ในช่วงทศวรรษ 2000s ที่การเพิ่มขึ้นของงบประมาณไม่ได้ทำให้อัตราการว่างงานของสหรัฐลดลง หรือสงครามอ่าว (Gulf War) ที่เป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศอิรัก และกองกำลังผสมจาก 34 ชาติภายใต้สหประชาชาติ ซึ่งนำโดยสหรัฐที่เป็นเหตุให้ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ ตกต่ำในภายหลัง

ขณะที่สงครามเวียดนามก็ไม่อาจสรุปได้ว่าก่อให้เกิดผลดีหรือเสียต่อเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน และเหนือสิ่งอื่นใดการทุ่มงบประมาณภาครัฐไปกับการป้องกันประเทศนั้น ย่อมส่งผลกระทบกับงบประมาณของประเทศเพื่อการพัฒนาด้านอื่นๆ อาทิ การศึกษา การลงทุนในนวัตกรรม และด้านสาธารณสุข ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ จากงานวิจัยของ Institute for Economics and Peace พบว่าการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงสงครามสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ชั่วคราว เนื่องจากเมื่อสงครามยุติลงจะเห็นได้ว่า GDP ของสหรัฐก็กลับลงมาแตะที่ระดับเส้น Baseline ตามเดิม ขณะที่เศรษฐกิจประเทศอื่นๆ อาทิ ญี่ปุ่นและเยอรมนี กลับต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำภายหลังสงคราม

ท้ายที่สุด ไม่ว่าสงครามจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจหรือไม่ แต่การขยายตัวของ GDP จากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อการป้องกันประเทศ ก็ไม่อาจเทียบได้กับความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นกับสังคม ประชากร และการสูญเสียทรัพยากรจากภาวะสงครามได้

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่