posttoday
เงินทุนเคลื่อนย้ายหลังชัยชนะของทรัมป์

เงินทุนเคลื่อนย้ายหลังชัยชนะของทรัมป์

28 พฤศจิกายน 2559

ภายหลังชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์ นักลงทุนทั่วโลกต่างพยายามตีความนโยบายของทรัมป์ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดทุนและบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ แต่ด้วยรายละเอียดของนโยบายมีอยู่อย่างจำกัด และหลายนโยบายยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการนำไปปฏิบัติ ทำให้การตีความและคำแนะนำการลงทุนจากนักวิเคราะห์ทั่วโลก ออกมากระจัดกระจายไปคนละทิศทาง อย่างไรก็ดีหากพิจารณาจากกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างภูมิภาค จะเริ่มเห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นสำหรับแนวโน้มการลงทุนของโลก

ภายหลังชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์ นักลงทุนทั่วโลกต่างพยายามตีความนโยบายของทรัมป์ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดทุนและบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ แต่ด้วยรายละเอียดของนโยบายมีอยู่อย่างจำกัด และหลายนโยบายยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการนำไปปฏิบัติ ทำให้การตีความและคำแนะนำการลงทุนจากนักวิเคราะห์ทั่วโลก ออกมากระจัดกระจายไปคนละทิศทาง อย่างไรก็ดีหากพิจารณาจากกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างภูมิภาค จะเริ่มเห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นสำหรับแนวโน้มการลงทุนของโลก

เพื่อให้เห็นภาพการเคลื่อนย้ายของเงินทุน การประเมินผลผ่านการลงทุนในกองทุน ETF (Exchange-Traded Fund หรือกองทุนที่เลียนแบบดัชนี) ถือเป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่ง โดยในช่วงก่อนการเลือกตั้งสหรัฐ หากพิจารณาในระดับประเภทสินทรัพย์ พบว่ามีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นทั่วโลกสุทธิประมาณ 1.26 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และไหลออกจากตลาดตราสารหนี้และสินค้าโภคภัณฑ์สุทธิที่ระดับ 2 และ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ

แต่เมื่อทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ตลาดการลงทุนโดยรวมผันผวนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่ทางเอเชีย พิจารณาลงในรายประเทศพบว่ามีการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากกลุ่มประเทศเหล่านี้ทั้งจากตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้รวมกันแล้วมากกว่า 11 พันล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักสุด คือ ไหลออกไปแล้วประมาณ 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยประเทศไทย ประมาณ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจุดหมายหลักในการไหลออก ก็คือ ตลาดสหรัฐ โดยหากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน มีเงินไหลเข้าทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้ของสหรัฐรวมกันมากกว่า 2.06 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐ (การวัดมูลค่าเงินเหรียญสหรัฐเทียบกับตระกร้าสกุลเงินหลักๆ อื่นของโลกอีก 6 สกุลเงิน) ก็เป็นอีกดัชนีหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์หรือทิศทางของนักบริหารเงินลงทุนระดับโลกได้เป็นอย่างดี ล่าสุดดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 13 ปีแล้ว โดยหลังชัยชนะของทรัมป์ ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นกว่า 1.6 % ในขณะที่ค่าเงินของประเทศฝั่งเอเชียปรับลดลง นำโดยค่าเงินมาเลเซียปรับอ่อนค่าแรงถึง 2.6% ค่าเงินอินเดียอ่อนค่าลง 2.0% ค่าเงินฟิลิปปินส์อ่อนค่า 1.34% ค่าเงินอินโดนีเซียอ่อนค่า 0.9% ค่าเงินวอนเกาหลีอ่อนค่าลง 0.34% และค่าเงินไทยบาทก็อ่อนตามภูมิภาคเช่นกันที่ 0.35%

นักวิเคราะห์ทั้งหลายมองเห็นตรงกันว่า กระแสการไหลออกของเงินทุนจากภูมิภาคเอเชียและตลาดเกิดใหม่อื่นๆ คงจะดำเนินต่อไปอีกสักระยะ เนื่องจากนโยบายของทรัมป์ ที่ส่งผลกระทบทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐสูงขึ้น และคาดว่าจะส่งผลดีต่อหุ้นสหรัฐในหลายหมวดอุตสาหกรรม

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน