
ขึ้นค่าแรงไม่กระทบ
ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีโคราช ระบุรัฐปรับค่าแรงเป็น 308 บาท ไม่กระทบรายเล็ก แต่รายใหญ่สะเทือน แนะปรับแผนใช้โซเชียลทำตลาดดีสุด
ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีโคราช ระบุรัฐปรับค่าแรงเป็น 308 บาท ไม่กระทบรายเล็ก แต่รายใหญ่สะเทือน แนะปรับแผนใช้โซเชียลทำตลาดดีสุด
นายสุทธิสินธุ์ อัครพลโชติ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำใหม่นั้น โดยในพื้นที่ จ.นครราชสีมา อยู่ในกลุ่มปรับขึ้นระดับ 8 บาท มาเป็น 308 บาท ถือว่าไม่กระทบกับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดเล็กมากนัก เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้คนน้อยและส่วนใหญ่ก็เป็นธุรกิจในครัวเรือน แต่สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการขยายกิจการและกลายเป็นธุรกิจขนาดกลางขึ้นไป ซึ่งต้องจ้างแรงงานจำนวนมากเข้ามาช่วยก็จะต้องได้รับผลกระทบแน่นอน
“สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จ.นครราชสีมา พยายามให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับวิธีการคิดใหม่ ทำใหม่ ด้วยการนำกระบวนการค้าทุกอย่างเข้ามาอยู่ในระบบอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสื่อโซเชียล เช่น เฟชบุ๊ก ที่มีระบบวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและสามารถกระจายขายของได้ทันที ถือว่ามีค่าใช้จ่ายน้อยแต่ได้ประสิทธิภาพสูง ถ้าทำได้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับสถานประกอบการต่างๆ ได้เป็นอย่างมาก รวมถึงจะมาช่วยเพิ่มรายได้ทำให้สมดุลกับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ที่จะต้องจ่ายให้ลูกจ้างแรงงานในสถานประกอบการได้เป็นอย่างดี” นายสุทธิสินธุ์ กล่าว
นายสุทธิสินธุ์ กล่าวต่อว่า สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จ.นครราชสีมา ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จัดโครงการ ฟาสต์ แทร็ก สตาร์ทอัพ (Fast Track Start Up) ภายใต้การฝึกอบรมพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ปี 2559 เพื่อส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีไทยสู่ยุคเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 โดยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ร่วมฝึกอบรมในจำนวนสูงถึง 200 คน
สำหรับโครงการฝึกอบรมพัฒนา ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ใน จ.นครราชสีมา ครั้งนี้ เป็นการผลักดันเศรษฐกิจขนาดกลางและขนาดย่อมพัฒนาไปสู่ความเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีสมัย ใหม่และสื่อโซเชียลต่างๆ เข้ามามีบทบาทสำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบความสำเร็จแล้วมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการใหม่ ในปีนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 2 รุ่น รุ่นละ 200 ราย รวม 400 ราย
ขณะเดียวกันจะเน้นให้ผู้ประกอบการมุ่งขยายตลาดไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะเริ่มที่กัมพูชาเป็นประเทศแรก ที่จะนำผู้ประกอบการใน จ.นครราชสีมา รุกตลาดในต่างประเทศ เนื่องจากมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ดีที่สุดในแถบอาเซียน เชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยอย่างมาก







