posttoday
จับตานโยบาย 'รัฐบาล' ทรัมป์

จับตานโยบาย 'รัฐบาล' ทรัมป์

24 พฤศจิกายน 2559

โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม

โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม

ถือเป็นการช็อกโลกกันไปเลยทีเดียวกับการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ทั้งที่ผลโพลเกือบทุกสำนักจะชี้ในผลการเลือกตั้งในทางตรงกันข้าม แล้วเราจะเดินต่อไปกันอย่างไรในภาวะที่มีทรัมป์เป็นผู้นำประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเป็นเวลาอย่างน้อยอีก 4 ปี

ด้วยความที่มาจากพรรครีพับลิกัน นโยบายของทรัมป์ส่วนใหญ่ถือว่าดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Pro growth) อยู่แล้ว ไม่ว่าจะการใช้นโยบายการคลัง เพิ่มรายจ่าย ลดภาษี หรือการลดกฎระเบียบเพื่อความคล่องตัวของการดำเนินธุรกิจ และทรัมป์ไม่ธรรมดาตรงที่ใช้มาตรการเหล่านี้ในระดับที่มากกว่าคนอื่น นั่นย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่านโยบายของคนอื่น โดย Moody’s เคยประเมินไว้ว่านโยบายหาเสียงของทรัมป์นั้นอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐในปีหน้าเติบโตสูงขึ้น 0.7% จากกรณีพื้นฐาน ซึ่งแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นก็สะท้อนมาถึงการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์เสี่ยงดังที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้ และอาจต่อเนื่องไปอีกหลายเดือนในช่วง Honeymoon Period ก็ได้

แต่อะไรที่มากเกินไปก็คงไม่ดี นโยบายกระตุ้นที่มากเกินไปเหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจพื้นฐานขาดเสถียรภาพ เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นรวดเร็ว และความไม่มีเสถียรภาพนี้น่าจะกลับมาส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในช่วงถัดๆ ไป เราเคยเห็นประสบการณ์การเติบโตอย่างไม่มีเสถียรภาพนี้มาหลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ บทสรุปก็คล้ายกันตรงที่เศรษฐกิจชะลอลงในช่วงที่ปัญหาที่สะสมไว้ได้เริ่มปะทุขึ้น มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงปีท้ายๆ ของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์เลยด้วยซ้ำ รวมถึงมีการประเมินว่านโยบายของทรัมป์อาจทำให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นถึง 50% ของ GDP ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ทำให้ตลาดตราสารหนี้สหรัฐได้รับผลกระทบในช่วงที่ผ่านมาแล้ว ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 50 bps ตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะมากเกินไปและเร็วเกินไปแล้ว

ไม่นับกับนโยบายด้านการกีดกันทางการค้าอาจทำให้สหรัฐดีขึ้นในระยะสั้นๆ แต่ก็บนความทุกข์ของประเทศอื่น และสหรัฐก็อาจเผชิญการตอบโต้จากประเทศอื่นๆ ได้เช่นกัน ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐแย่ลงในช่วงปีถัดไป

ทั้งนี้ การปรับตัวของตลาดในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนตามนโยบายที่ทรัมป์ได้หาเสียงเอาไว้ แต่ก็มีความเสี่ยงที่นโยบายการหาเสียงเหล่านั้นอาจไม่ได้กลายมาเป็นนโยบายที่รัฐบาลจะดำเนินต่อไป

แม้ว่าทรัมป์จะได้มีการแถลงเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลใหม่จะดำเนินการตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งผ่านวิดีโอทางออนไลน์ (แต่ไม่ได้แถลงกับนักข่าว) จะมีการพูดในหลายประเด็น ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือการยกเลิก TPP (ซึ่งเท่ากับปล่อยให้จีนมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในภูมิภาค) แต่ประเด็นสำคัญๆ ที่เคยหาเสียงไว้กลับไม่ได้พูดถึง เช่น การลดภาษีนิติบุคคล การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การส่งแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายกลับประเทศ การสร้างกำแพงกั้นแนวชายแดนกับเม็กซิโก การที่จะระบุว่าจีน “ปั่น” ค่าเงิน เป็นต้น และก็เริ่มเห็นการกลับหลังหันในหลายประเด็นเคยพูดไว้ตอนหาเสียง เช่น มีการยืนยันว่าจะไม่สืบสาวคดีอีเมลของคลินตันต่อ โอบามาแคร์น่าจะถูกพิจารณาปรับปรุงแทนที่จะยกเลิกเสียทั้งหมด รวมถึงท่าทีที่อ่อนลงต่อประเด็นภาวะโลกร้อน เป็นต้น

ดังนั้น หลังจากที่ตลาดมีการปรับตัวไปแล้วในระดับหนึ่ง อีกทั้งก็เข้าใกล้ช่วงวันหยุดยาวปลายปี การหยุดเพื่อรอดูความชัดเจนของนโยบายก็ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยต้องติดตามว่านโยบายที่หาเสียงไว้จะกลายมาเป็นนโยบายของรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด ยกตัวอย่างเช่น หากลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือเพียง 30% แทนที่ 15% ตามที่หาเสียงไว้ก็น่าจะส่งผลเสียต่อตลาด ซึ่งความชัดเจนของแนวนโยบายน่าจะเกิดขึ้นหลังการเข้าดำรงตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค. 2560 หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปราศรัยต่อรัฐสภา (State of Union) ในช่วงปลาย ม.ค.-ต้น ก.พ. ซึ่งจะมีผลต่อตลาดอีกระลอกหนึ่งในช่วงนั้นครับ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน