
'บี.เจ.พรีคาสท์' ธุรกิจแกร่งแห่งภาคใต้
ท่ามกลางวิกฤตของปัจจัยลบและสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่มีความแน่นอน มีผลกระทบต่อธุรกิจไทยทุกกลุ่ม
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ท่ามกลางวิกฤตของปัจจัยลบและสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่มีความแน่นอน มีผลกระทบต่อธุรกิจไทยทุกกลุ่ม ดังนั้นการปรับตัวท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก โดยมีบริษัทไทย “บี.เจ.พรีคาสท์” ที่ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้ท่ามกลางปัจจัยต่างๆ มาจากการมีทีมงานแข็งแกร่งและพร้อมปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างไม่หยุดนิ่ง
“วัชรพงษ์ อินทรัตน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.เจ.พรีคาสท์ ผู้ประกอบการธุรกิจผลิตผนังคอนกรีตสำเร็จรูปแห่งแรกของภาคใต้ เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ในเครือเบญจพร กรุ๊ป ที่ได้ทำเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์มาประมาณ 20 ปีแล้ว และได้มีการขยายธุรกิจสู่การผลิตผนังคอนกรีตสำเร็จรูปเมื่อประมาณปี 2553 ที่ผ่านมา มาจากความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์คอนกรีตให้ได้มาตรฐานทั้งหมด และต้องการแก้ปัญหาเรื่องแรงงาน รวมถึงป้องกันปัญหาแรงงานในอนาคต
โรงงานผลิตผนังคอนกรีตรับแรงสำเร็จรูป (Wall Bearing System) แห่งแรกในภาคใต้ฝั่งตะวันออก อยู่ใน จ.สงขลา ภายใต้นวัตกรรมและเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนี ซึ่งการพัฒนาผนังคอนกรีตสำเร็จรูปในช่วงแรก จะเน้นเจาะตลาดสำหรับอสังหาริมทรัพย์ในเครือ ต่อมาได้เริ่มเปิดตลาดขยายสู่กลุ่มลูกค้าผู้บริโภค และกลุ่มลูกค้าองค์กรเพิ่มขึ้น เพราะพื้นที่ภาคใต้ยังไม่มีการพัฒนาผนังคอนกรีตสำเร็จรูปมาก่อน รวมถึงได้จัดอบรมและสัมมนา เพื่อทำให้ลูกค้ารู้จักสินค้ามากที่สุด เนื่องจากผนังคอนกรีตสำเร็จรูปในภาคใต้ถือเป็นสินค้าใหม่ในพื้นที่
“บริษัทไม่หยุดที่จะพัฒนาองค์กร ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตด้านใดก็ตาม เปลี่ยนวิกฤตสู่โอกาส โดยบริษัทมุ่งพัฒนาคน พัฒนาทีมงาน และเข้าร่วมโครงการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรต่อเนื่อง ทำให้บุคลากรมีความสามารถเพิ่มขึ้น สามารถมาถ่ายทอดให้แก่พนักงานทั้งหมด ซึ่งการเพิ่มทักษะ พัฒนาด้านต่างๆ มีความสำคัญมาก ส่งผลให้บริษัทมีความพร้อมเสมอ โดยเมื่อเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้ดีอีกครั้งเมื่อใด องค์กรก็พร้อมก้าวไปข้างหน้า นำหน้าองค์กรอื่นได้ทันที” วัชรพงษ์ กล่าว
สำหรับแผนการพัฒนาบริษัทอย่างต่อเนื่อง ยังรวมไปถึงการที่บริษัทเข้าร่วมโครงการของหน่วยงานต่างๆ ทั้งการเข้าร่วมโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขัน (MDICP) ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม และได้รับรางวัลในโครงการ รวมถึงยังร่วมโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ไอแทป) ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในองค์กรให้มากที่สุด
อีกสิ่งสำคัญในการบริหารองค์กร คือมุ่งพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด ให้ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าทุกคน ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพ และสร้างนวัตกรรม รวมทั้งศึกษาขยายตลาดใหม่ โดยเฉพาะมีโอกาสที่บริษัทจะขยายตลาดสู่กลุ่มลูกค้าในประเทศเพื่อนบ้าน มาเลเซียได้ในอนาคต
วัชรพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทมีความเชื่อมั่นว่า การไม่หยุดนิ่ง พร้อมมุ่งมั่นสร้างเทคโนโลยี นวัตกรรม และพัฒนาองค์กร พร้อมกับการศึกษาเทรนด์ และเทคโนโลยี นวัตกรรมในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงองค์กรเพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดระยะยาวได้เป็นอย่างดี







