
ฟื้นท่าเรือบางสะพาน
เชื่อมเส้นทางการค้ากลุ่มประเทศบิมสเทค ดันจีดีพีใต้โต
เชื่อมเส้นทางการค้ากลุ่มประเทศบิมสเทค ดันจีดีพีใต้โต
เอกชนหนุนรัฐรื้อแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันตก ชี้ท่าเรือน้ำลึกบางสะพานเชื่อมเส้นทางการค้ากลุ่มประเทศบิมสเทค ดันจีดีพีภาคใต้โต
นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ให้รื้อแผนศึกษาการลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันตกที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เคยทำไว้กลับมาทบทวนใหม่ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจและฟื้นเส้นทางเชื่อมการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันท่าเรือน้ำลึก อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่เป็นเส้นทางการค้าทางเรือไปยังมะริด ประเทศเมียนมา
“การพัฒนาท่าเรือบางสะพานจะช่วยเสริมท่าเรือระนองได้อีกทาง และยังสามารถใช้เป็นเส้นทางการค้าทางเรือเชื่อมเข้าไปยังกลุ่มประเทศที่มีความร่วมมือแห่งอ่าวเบงกอล (บิมสเทค) หรือ BIMSTEC ประกอบด้วย บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา ศรีลังกา ไทย เนปาล และภูฏาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจและการส่งออกในพื้นที่ภาคใต้ จากเดิมที่มองแค่มาเลเซียกับสิงคโปร์เท่านั้น” นายวัฒนา กล่าว
นายวัฒนา กล่าวว่า ที่ผ่านมาหอการค้าไทยก็ได้มีการนำเสนอแผนทบทวนยุทธศาสตร์การเติบโตของ 18 กลุ่มจังหวัด ซึ่งการพัฒนาท่าเรือบางสะพานอยู่ในแผนการเชื่อมการค้าระหว่างประเทศกับกลุ่มบิมสเทคที่ภาคเอกชนมองไว้ด้วย เชื่อว่าเมื่อทั้งภาครัฐและเอกชนทำแผนบูรณาการร่วมกันตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำก็จะสำเร็จได้แน่นอน
ขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะศึกษาการพัฒนาจุดผ่อนปรนทางการค้าชายแดนด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ซึ่งมีพรมแดนอยู่ติดกับเขตตะนาวศรีเชื่อมไปยังมะริดของเมียนมา โดยให้ สศช.ดูว่าจะเชื่อมอะไรกันได้บ้าง สินค้าอะไรที่เมียนมาต้องการ จะได้พัฒนาให้ตรงกับความต้องการเพื่อส่งออก
นายวัฒนา กล่าวอีกว่า หากมีการพัฒนาเชื่อมโยงการค้าขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศบิมสเทค (BIMSTEC) รวมทั้งการขยายการค้าชายแดนผ่านด่านสิงขร ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของพื้นที่ภาคใต้ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันจีดีพีในพื้นที่ภาคใต้มีอัตราการขยายตัวที่ต่ำเพียงแค่ 2% ต่อปีเท่านั้น โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มจีดีพีของพื้นที่่ภาคใต้ให้ขยับสัดส่วนขึ้นมาอยู่ที่ 11-12% ของมูลค่าจีดีพีรวมประเทศ ภายใน 20 ปี จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 8.5-8.6% ของจีดีพีรวมประเทศ หรือมีมูลค่าประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท







