
ASPรุกลงทุน เพิ่มแหล่งรายได้
ASP เปิดนโยบายรุกลงทุนสร้างรายได้ จ่อร่วมทุนธุรกิจสตาร์ทอัพ มั่นใจรายได้ปีนี้โตกว่าปีก่อน หลังธุรกิจหลักทรัพย์ฟื้นมองดีโตต่อปีหน้า
ASP เปิดนโยบายรุกลงทุนสร้างรายได้ จ่อร่วมทุนธุรกิจสตาร์ทอัพ มั่นใจรายได้ปีนี้โตกว่าปีก่อน หลังธุรกิจหลักทรัพย์ฟื้นมองดีโตต่อปีหน้า
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) เปิดเผยว่า บริษัทยังคงมีนโยบายในการหาธุรกิจเพื่อเข้ามาสนับสนุนรายได้ให้เติบโตอย่างมั่นคงและมีความหลากหลาย ซึ่งจะเน้นทั้งในเรื่องการลงทุนหุ้นนอกตลาด (Private Equity) ธุรกิจสตาร์ทอัพ และธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาเข้าลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพประเภทกึ่งโลจิสติกส์ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ร่วมลงทุนกับ Lalamove ผู้นำด้านแอพพลิเคชั่นให้บริการขนส่งสินค้ามูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 350 ล้านบาท
“บริษัทพยายามหาธุรกิจหลากหลายเข้ามาสนับสนุนผลประกอบการ เพราะธุรกิจหลักทรัพย์มีแนวโน้มลดลงจากการแข่งขันที่สูง ผู้ประกอบการเน้นแข่งขันด้านราคา ทำให้ต้องลดต้นทุนด้านการวิจัยและจ้างบุคลากร แต่ยืนยันจะไม่ลงแข่งขันด้านราคา แต่จะเน้นคุณภาพเป็นหลัก” ประธานกรรมการบริหาร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ASP มีรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ 55% การลงทุน 20% แอสเซ็ท แมเนเม้นท์ 13% ธุรกิจด้านวาณิชธนกิจ (ไอบี) 12% ซึ่งปีนี้คาดว่าจะมีรายได้มากกว่าปี 2558 ที่มีรายได้ 2,174 ล้านบาท โดยงวด 9 เดือน มีรายได้ 1,811 ล้านบาท โตจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 1,650 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจหลักทรัพย์มีการฟื้นตัวในรอบ 3 ปี โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ในระดับสูง ทั้งตลาดทุน ตราสารหนี้ และตลาดเงิน มีอัตราการเติบโตที่ดีมากพอสมควร และมีแนวโน้มเติบโตต่อปีหน้า
สำหรับงานวาณิชธนกิจทั้งสิ้น 54 ดีล แบ่งเป็นดีลไอพีโอ 29 ดีล และส่วนที่เหลือเป็นดีลที่ปรึกษาอื่นๆ โดยในปี 2560 บริษัทมีแผนจะนำหุ้นไอพีโอเข้าตลาดเบื้องต้น 5-6 บริษัท โดยได้ยื่นไฟลิ่งกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปแล้ว 1 บริษัท
นายก้องเกียรติ กล่าวอีกว่า ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ และมีมูลค่าการซื้อขาย รวมถึงมีหุ้นไอพีโอสูงสุดในภูมิภาค ส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนไทยมีความน่าสนใจในสายตานักลงทุนทั่วโลก ภาวะตลาดหุ้นไทยในปี 2560 ประเมินว่ากำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีโอกาสเติบโตดี หลังจากธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ปิโตรเคมี และค้าปลีกประเภทส่งออกอาหารเริ่มมีการฟื้นตัวมากขึ้น แต่ยังต้องระมัดระวังเรื่องหุ้นราคาแพง โดย อัตรากำไรต่อราคา (พี/อี) ตลาดปรับตัวสูงขึ้นบางระยะ แต่ปัจจุบันยังถือว่าถูกกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และมี บจ.ไทยหลายแห่งที่นักลงทุนไม่ให้ความสนใจ เพราะมีการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นระดับต่ำ ซึ่งอยากให้นักลงทุนศึกษาข้อมูลหุ้นกลุ่มดังกล่าว เพราะบางบริษัทมีอัตราการปันผลระดับสูงเหมาะกับการลงทุนระยะยาว
ขณะที่กระแเสเงินทุนต่างชาติประเมินว่าจะเห็นการไหลออกเป็นระยะในหุ้นขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารและสื่อสาร แต่อาจมีมูลค่าไม่สูงเหมือนช่วงที่ผ่านมาและปัจจุบันมีกองทุนต่างชาติขนาดเล็กเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนมาเน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กของไทยมากขึ้น ส่วนนโยบายการลงทุนของรัฐบาลก็อยากให้เร่งการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อช่วยผลักดันเศรษฐกิจ เพราะประเมินเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพได้มากกว่าปัจจุบัน เพราะไทยมีภูมิประเทศที่สามารถสร้างโอกาสการเติบโตได้อีกมาก







