ประกันรับมือ ลูกค้าสุขภาพพุ่ง
ปี 2559 เป็นปีที่ประชาชนคนไทยหันมาซื้อประกันสุขภาพตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมาก
โดย...วารุณี อินวันนา
ปี 2559 เป็นปีที่ประชาชนคนไทยหันมาซื้อประกันสุขภาพตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดย 6 เดือนแรกมีการซื้อผ่านบริษัทประกันชีวิต 3.01 หมื่นล้านบาท เติบโต 44% มีการซื้อประกันสุขภาพผ่านบริษัทประกันวินาศภัย 7 เดือนแรก 5,317 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มีจำนวนกรมธรรม์ 2.09 ล้านฉบับ เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับเบี้ยคือเพิ่มขึ้น 11% จากงวดเดียวกันของปีก่อน
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า จำนวนกรมธรรม์ประกันสุขภาพตนเองเพิ่มสูงขึ้นมาก เมื่อเทียบกับตัวเลขที่ได้นำเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ เดือน ส.ค. 2558 ที่มีจำนวนประชาชนซื้อประกันสุขภาพตนเองผ่านบริษัทประกันชีวิต และผ่านบริษัทประกันวินาศภัยทั้งระบบ 3.4 ล้านคนทั่วประเทศ
ขณะที่ 7 เดือนแรกปีนี้ เฉพาะลูกค้าประกันสุขภาพที่ซื้อผ่านบริษัทประกันวินาศภัยมีจำนวนมากถึง 2.09 ล้านคน ส่วนบริษัทประกันชีวิตยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนกรมธรรม์มีเฉพาะเบี้ยสุขภาพเท่านั้น
แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้ให้สิทธินำเบี้ยประกันสุขภาพไปหักลดหย่อนภาษี แต่ประชาชนมีแนวโน้มจะซื้อประกันสุขภาพตนเองสูงขึ้น เพราะต้องการรับบริการด้านการรักษาที่มีคุณภาพสูงกว่าระบบสวัสดิการของรัฐที่ครอบคลุม
ทั้งนี้ จากการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรวมในการรักษาพยาบาลทั้ง 3 ระบบ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2545 มีจำนวน 53,006 ล้านบาท แยกเป็นค่ารักษาข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ 20,476 ล้านบาท ค่ารักษาของการประกันสุขภาพถ้วนหน้า 26,648 ล้านบาท และค่ารักษาของการประกันสุขภาพเอกชน 5,882 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2554 เพิ่มขึ้นเป็น 188,062 ล้านบาท แยกเป็น ค่ารักษาของการประกันสุขภาพถ้วนหน้า 106,505 ล้านบาท ค่ารักษาของข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ 61,895 ล้านบาท และค่ารักษาของประกันสุขภาพเอกชน 19,662 ล้านบาท จะเห็นว่าค่ารักษาพยาบาลในส่วนของประกันสุขภาพเอกชนต่ำที่สุด เพราะประชาชนที่ประกันตนเองยังมีน้อย รวมทั้งมีระบบการควบคุมและตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างรัดกุม
หากรัฐบาลให้สิทธินำเบี้ยประกันสุขภาพไปหักลดหย่อนภาษีได้ โดยรวมในวงเงินเบี้ยประกันชีวิตระยะ 10 ปีขึ้นไปจำนวน 1 แสนบาท ตามแนวทางการปฏิรูประบบประกันสุขภาพเดือน ส.ค. 2558 จะยิ่งทำให้คนหันมาซื้อประกันสุขภาพตนเองสูงขึ้น
“ปัจจุบันจะให้สิทธิเฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ทำประกันสุขภาพให้แก่บิดามารดาของตนเอง หรือของคู่สมรส หรือทำประกันสุขภาพให้แก่คู่สมรสที่มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ สามารถนำค่าเบี้ยประกันไปหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท”แหล่งข่าวจาก คปภ.เปิดเผย
พิชา สิริโยธิน ผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า เบี้ยประกันสุขภาพรายเดี่ยว รวมประกันสุขภาพที่บริษัทซื้อเป็นสวัสดิการประกันกลุ่มให้กับพนักงานทั้งระบบประมาณ 8 หมื่นล้านบาท โดย 70% มาจากธุรกิจประกันชีวิต แต่ถ้ารวมประกันอุบัติเหตุเบี้ยทั้งระบบด้วยเบี้ยจะมีถึง 1 แสนล้านบาท และ 70% มาจากธุรกิจประกันชีวิตเช่นกัน
ทั้งนี้ บริษัทประกันชีวิตสามารถรองรับจำนวนลูกค้าประกันสุขภาพที่เพิ่มขึ้นได้ไม่มีปัญหา เพราะมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการมานานแล้ว และปัจจุบันมีโรงพยาบาลในเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วประเทศ และลูกค้าที่ซื้อประกันสุขภาพยังมีจำนวนน้อย จึงสามารถขยายได้อีกมาก
ขณะที่ความคุ้มครองมีให้เลือกหลากหลายอยู่แล้วในตลาด แต่ถ้ามีจำนวนคนเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพมากขึ้น ก็อาจจะมีสินค้าใหม่ๆ ออกมามากขึ้น
“หากจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นมากคงต้องเพิ่มความสะดวกด้านบริการในรูปแบบต่างๆ เพิ่มเติม แต่ในมุมของจำนวนโรงพยาบาลและผลิตภัณฑ์มีมากพอรองรับได้อีกมาก”พิชา กล่าว
ขณะที่ อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า บริษัทประกันวินาศภัยมีความพร้อมในการให้บริการสินไหม และมีโรงพยาบาลในเครือข่ายรองรับเพียงพอครอบคลุมทั่วประเทศ ถ้าภาครัฐให้สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพ 1.5 หมื่นบาท มาลดหย่อนภาษีได้ตามที่เสนอไป ทางภาคธุรกิจคงจะมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาเพิ่มเติม
สำหรับแบบประกันสุขภาพใหม่ๆ ที่จะออกมาหลังได้รับลดหย่อนภาษี จะอิงตามรายได้ ฐานภาษี และอายุของประชาชน เช่น วัย 30-60 ปีจะคุ้มครองอะไร เพราะแต่ละช่วงวัยจะมีความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยต่างกัน ซึ่งการจัดทำฐานข้อมูลกลางการประกันภัย หรือ อินชัวรันส์ บูโร ด้านประกันสุขภาพ ที่อยู่ระหว่างทดสอบระบบ จะทำให้ทราบค่าใช้จ่ายในการรักษาแต่ละโรค เพื่อนำไปใช้ในธุรกิจให้สอดคล้องกับความจริงมากขึ้น
การให้สิทธินำเบี้ยประกันสุขภาพไปหักลดหย่อนภาษีได้ จะทำให้ประชาชนหันมาทำประกันสุขภาพตนเองมากขึ้น ลดงบประมาณด้านสวัสดิการสุขภาพของภาครัฐ และยังเป็นการเตรียมตัวรองรับสังคมผู้สูงอายุด้วย


