
เกษตรหั่นพื้นที่ปลูกข้าว
เกษตรฯ จัดทำแผนส่งเสริมปลูกพืชฤดูแล้ง 2559/2560 ลดพื้นที่ปลูกข้าว 5.2 ล้านไร่ หนุนปลูกพืชน้ำน้อย-พืชไร่
เกษตรฯ จัดทำแผนส่งเสริมปลูกพืชฤดูแล้ง 2559/2560 ลดพื้นที่ปลูกข้าว 5.2 ล้านไร่ หนุนปลูกพืชน้ำน้อย-พืชไร่
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแผนส่งเสริมปลูกพืชฤดูแล้ง 2559/2560 ว่า ขณะนี้ได้เตรียมการปลูกพืชฤดูแล้งระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 2559-30 เม.ย. 2560 โดยกำหนดให้เกษตรกรปลูกข้าวตามแผนบริหารจัดการข้าวที่ได้วางไว้เท่านั้น เพื่อคุมปริมาณให้สมดุลกับความต้องการของตลาด
ทั้งนี้ จะส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ซึ่งในลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัดปกติจะปลูกนาปรังประมาณ 11 ล้านไร่ กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าลดพื้นที่ปลูกข้าวลง 5.2 ล้านไร่ ส่งเสริมปลูกข้าวเพียง 6.24 ล้านไร่ ส่วนที่เหลือจะส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปอเทือง พืชปุ๋ยสด โดยทั้งหมดเป็นไปตามความสมัครใจของเกษตรกร
นอกจากนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 15 พ.ย. จะเสนอขยายโครงการส่งเสริมการให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนสมาชิกให้ครอบคลุมสมาชิกวิสาหกิจชุมชนด้วย และเสนอให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่กลุ่มสหกรณ์การเกษตรต้องจ่าย 2% เหลือเพียง 0.01% เพื่อจูงใจให้กลุ่มเกษตรกรเข้าโครงการให้มากขึ้น
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ที่กำหนดให้ลดการปลูกข้าว 5.2 ล้านไร่ จะส่งเสริมให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อย พืชไร่ เช่น ข้าวโพดในนาแทนบนเขาจำนวน 2 ล้านไร่ ปอเทือง 3.2 แสนไร่ โดยเกษตรกรจะได้จะงบช่วยเหลือ 2,000 บาท/ไร่/ครัวเรือน และกรณีปลูกข้าวโพดจะเป็นโครงการประชารัฐที่ภาคเอกชนที่ต้องการซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาช่วยเหลือและรับซื้อผลผลิตในราคา 8 บาท/กิโลกรัม ความชื้นไม่เกิน 14.5% ซึ่งมีการลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กันแล้วและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะสนับสนุนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ 4,000 ต่อไร่ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้หลังการจำหน่ายประมาณ 2,000 บาท/ไร่ มากกว่าขายข้าวที่จะมีรายได้ประมาณ 500 บาท/ไร่
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/2560 จะรับซื้อข้าวเปลือกความชื้นไม่เกิน 15% สิ่งเจือปนไม่เกิน 2% วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 90% ของราคาตลาดราคาอยู่ที่ 9,500 บาท (ราคาตลาด 1.1 หมื่นบาท) หากสหกรณ์และเกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมโครงการจะมีค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งตันละ 1,500 บาท รวมตันละ 1.1 หมื่นบาท มีเงินช่วยค่าเก็บเกี่ยวและค่าปรับปรุงคุณภาพตันละ 2,000 บาท (ไร่ละ 800 บาท ไม่เกิน 15 ไร่) กรณีขึ้นยุ้ง เกษตรกรจะมีรายได้ 1.3 หมื่นบาท กรณีไม่ขึ้นยุ้ง เกษตรกรจะมีรายได้ 1.15 หมื่นบาท
นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะเป็นศูนย์กลางจัดจำหน่ายข้าวสารจากสหกรณ์ที่นำมาสี บรรจุถุง โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นจุดจำหน่ายให้แก่ประชาชนและผู้ที่สนใจ ซึ่งขณะนี้มียอดจำหน่ายไปแล้วกว่า 130 ตัน มูลค่า 4.16 ล้านบาท รวมทั้งได้ประสานขอความร่วมมือไปยังภาครัฐภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อเปิดเป็นจุดจำหน่ายข้าวสารอีกหลายแห่ง







