
แนวทางที่พ่อสร้างไว้ (4)
ปัญหาในการบริหารภาครัฐที่เกิดขึ้นนั้น บางส่วนมาจากการลืมรากเหง้าของตนเอง
โดย...ทัธภร ธนาวริทธิ์
ปัญหาในการบริหารภาครัฐที่เกิดขึ้นนั้น บางส่วนมาจากการลืมรากเหง้าของตนเอง เป็นที่ทราบกันดีว่าการเมืองและการบริหารรัฐกิจของไทยที่รับเอา (เลียนแบบ) แนวความคิดอเมริกันและตะวันตกมาใช้ โดยความคาดหวังที่จะต้องได้ผลลัพธ์ในการบริหารประเทศเช่นเดียวกันกับประเทศต้นแบบ แต่ในทางปฏิบัติพบว่ายังไม่บรรลุผลตามที่ได้คาดหมายไว้ หนึ่งในสาเหตุก็คือการที่สภาพแวดล้อมและบริบทที่มีอยู่ของประเทศ
สำหรับประเทศไทยซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้อยู่ในบริบทเดียวกัน แต่การนำรูปแบบของตะวันตกมาใช้กลับไม่ได้นำเอารากเหง้าของคนไทยซึ่งเป็นรากเหง้าที่ดีงามมาใช้ ทั้งๆ ที่หลักฐานของการใช้ระบบประชาธิปไตยที่มีการบันทึกสมัยพระพุทธเจ้า (543 BC) เกี่ยวกับขั้นตอนในการระงับข้อขัดแย้ง อธิกรณสมถะ 7 ข้อ ซึ่งข้อที่ 5 เยภุยยสิกา แปลว่า ถ้าข้อขัดแย้งไม่สามารถตัดสินในกลุ่มเล็กได้ให้ไปตัดสินในกลุ่มคนทั้งหมดที่ใหญ่ขึ้น และใช้วิธีการตัดสินตามเสียงข้างมาก ซึ่งมีมาก่อนยุคเพลโต (428-427 BC) เสียอีก
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งเป็นกรอบในการบริหารแผ่นดินของประเทศไทย คือ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ท่านตรัสไว้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ถึงแม้จะเป็นพระราชดำรัสที่คนไทยทุกคนจดจำได้ไม่มีวันลืม
แต่เมื่อถามถึงการนำมาปฏิบัติแล้ว จะมีข้าราชการไทยสักกี่คนที่ยึดถือแนวทางในการปฏิบัตินี้อย่างเคร่งครัด เพราะในปัจจุบันปัญหาคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่ขัดกับพระบรมราโชวาทนี้ทั้งนั้น ในที่นี้จะขอกล่าวถึงมุมมองได้ด้าน “ธรรม” และ “มหาชน” ซึ่งเป็นกรอบในการปฏิบัติในการบริหารรัฐกิจที่มีคุณค่ากับระบบราชการไทยอย่างยิ่ง
ธรรมในที่นี้จะขอกล่าวถึงราชธรรม 10 คือจริยวัตร 10 ประการ ที่พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติเป็นหลักธรรม ประจำพระองค์ หรือเป็นคุณธรรมประจำตนของผู้ปกครองบ้านเมือง ให้มีความเป็นไปโดยธรรมและยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชนจนเกิดความชื่นชมยินดี ได้แก่ ทาน ศีล บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน ความเที่ยงธรรม โดยจะขอยกตัวอย่างธรรม 3 ข้อจากทศพิธราชธรรม 10 ได้แก่
ความซื่อตรง คือ การสุจริตต่อหน้าที่การงานของตน ต่อมิตรสหาย ต่อองค์กร หรือหลักการของตน ความไม่เบียดเบียน คือ การดำเนินชีวิตไปตามทางสายกลาง การผลิต การบริโภคที่สมดุลไม่เน้นประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่การแข่งขันแย่งชิงจนเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นและทำลายสิ่งแวดล้อม และความเที่ยงธรรม คือ ความหนักแน่น ถือความถูกต้อง เที่ยงธรรมเป็นหลัก
เมื่อข้อใดข้อหนึ่งใน 3 ข้อนี้ถูกละเมิดแล้วย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำในสังคม การละเลยประชาชน และความล้มเหลวในระบบการบริหารรัฐกิจดังที่ยกตัวอย่างในข้างต้น
นอกจากนี้ คำว่า “มหาชน” ซึ่งก็คือ Public ในภาษาอังกฤษ เป็นคำที่ข้าราชการทุกคนต้องรับเข้ามาอยู่ในสายเลือดแทนคำว่า “ส่วนตัว” เพราะการปฏิบัติงานของข้าราชการจะต้องทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ของประเทศชาติเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงข้าราชการไทยบางส่วนก็ไม่ได้ทำงานเพื่อมหาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง
เพราะคำว่า “งานราษฎร์งานหลวง” “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” “พวกพ้อง” “เห็นแก่ตัว” ยังคงมีให้เห็นโดยทั่วไปทั้งในชีวิตการทำงาน หรือข่าวสารจากสื่อภายนอกซึ่งคำพูดเหล่านี้ต่างเกิดขึ้นเพราะการให้ตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งนั่นเอง
หลักทศพิธราชธรรมและประโยชน์แห่งมหาชนชาวสยามกลับไม่ได้มีการนำมาเน้นย้ำในการปฏิบัติงานของข้าราชการจนส่งผลให้ระบบการทำงานในปัจจุบันล้มเหลว ดังนั้นความมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ความเท่าเทียมของประชาชนในประเทศ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดขึ้น ตราบใดที่ยังคงปล่อยให้ข้าราชการยังทำตัวแบบเดิมความเหลื่อมล้ำ ความสูญเสีย ความไม่ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อประเทศชาตินับวันก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกินเยียวยา







