
โค้งสุดท้ายเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ
การเลือกตั้งสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย. ใกล้เข้ามาในอีกไม่ถึง 1 สัปดาห์ แนวโน้มผลการเลือกตั้งที่ก่อนหน้านี้มีทีท่าว่า ฮิลลารี คลินตัน จะชนะขาด เริ่มกลับมาสูสีขึ้นหลังจากสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐ หรือเอฟบีไอ ได้แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ต.ค. ว่าจะเปิดการสอบสวนคดีของฮิลลารี ที่เกี่ยวกับการใช้อีเมลส่วนตัวในการติดต่องานราชการขึ้นมาใหม่ เนื่องจากมีการค้นพบหลักฐานเพิ่มเติม
การเลือกตั้งสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย. ใกล้เข้ามาในอีกไม่ถึง 1 สัปดาห์ แนวโน้มผลการเลือกตั้งที่ก่อนหน้านี้มีทีท่าว่า ฮิลลารี คลินตัน จะชนะขาด เริ่มกลับมาสูสีขึ้นหลังจากสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐ หรือเอฟบีไอ ได้แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ต.ค. ว่าจะเปิดการสอบสวนคดีของฮิลลารี ที่เกี่ยวกับการใช้อีเมลส่วนตัวในการติดต่องานราชการขึ้นมาใหม่ เนื่องจากมีการค้นพบหลักฐานเพิ่มเติม
โดยฮิลลารีถูกกล่าวหาว่าใช้อีเมลส่วนตัวในการติดต่อเรื่องความลับของราชการในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในปี 2009-2013 เอฟบีไอได้สอบสวนคดีดังกล่าวและแถลงผลการสอบสวนไปแล้วในเดือน ก.ค. โดยสรุปว่าการใช้อีเมลส่วนตัวนั้นเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ แต่เนื้อหาในอีเมลที่เป็นหลักฐานไม่เข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมายใดๆ
การกลับมาเปิดคดีดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะยังไม่ได้ข้อสรุปก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ส่งผลให้คะแนนความนิยมของ โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มขึ้นไล่ตามฮิลลารีเหลือระยะห่างเพียง 2.4 จุด จากที่ก่อนหน้านี้ฮิลลารีนำห่างถึงราว 6 จุด
อย่างไรก็ดี การจะวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งจากผลสำรวจคะแนนความนิยมรวมในระดับประเทศนั้น อาจไม่เห็นภาพที่ครบถ้วนนัก เนื่องจากระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐนั้น ไม่ใช่การเลือกตั้งแบบ Popular Vote ที่จะนำคะแนนเสียงของประชาชนทั่วประเทศมานับรวมกันเพื่อตัดสินผู้ชนะ แต่จะตัดสินด้วยคะแนน Electoral Vote ซึ่งแยกนับคะแนนในแต่ละรัฐ และผู้ชนะจะได้คะแนนเสียง Electoral Vote ของรัฐนั้นๆ ไปทั้งหมด (Winner Takes All)
คะแนน Electoral Vote ของแต่ละรัฐจะมีจำนวนไม่เท่ากัน และแปรผันตามจำนวนประชากรในรัฐนั้นๆ ซึ่งทั้งประเทศมีจำนวน Electoral Vote รวมกัน 538 คะแนน และผู้สมัครที่ได้คะแนนรวม 270 เสียงขึ้นไปก็จะชนะเลือกตั้ง ดังนั้นรัฐที่มีจำนวน Electoral Vote มากๆ ก็จะเป็นเป้าหมายสำคัญในการหาเสียงของผู้สมัคร เช่น แคลิฟอร์เนีย (55) เทกซัส (38) นิวยอร์ก (29) ฟลอริดา (29) เพนซิลเวเนีย (20)
ด้วยระบบการเลือกตั้งดังกล่าว ผู้สมัครที่ได้คะแนนรวมทั้งประเทศสูงสุด (Popular Vote) อาจไม่ชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากผู้สมัครคนนั้นอาจได้คะแนนเสียงเยอะในรัฐที่มี Electoral Vote น้อย เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งระหว่าง อัล กอร์ กับ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในปี 2000
หากพิจารณาคะแนนความนิยมแบ่งตามรัฐจะพบว่าฮิลลารียังมีคะแนนนำในหลายรัฐใหญ่ ที่มีคะแนนเสียง Electoral Vote จำนวนมาก โดยหากนับเฉพาะรัฐที่ฮิลลารีมีคะแนนนำเหนือทรัมป์เกิน 5 จุด ฮิลลารีจะมีคะแนน Electoral Vote รวม 259 เสียง ขาดอีกเพียง 11 เสียง ก็จะได้ครบ 270 เสียง ซึ่งทำให้ชนะการเลือกตั้ง ในขณะที่ทรัมป์มีคะแนนรวมเพียง 164 เสียง และต้องชนะการเลือกตั้งในรัฐที่ยังมีคะแนนสูสีกันเกือบทุกรัฐ ถึงจะมีโอกาสพลิกกลับมาชนะได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในรัฐที่มีคะแนนสูสีกัน ฮิลลารียังมีโอกาสชนะค่อนข้างสูงในรัฐโคโลราโด (9 คะแนน) และรัฐนิวแฮมป์เชียร์ (4 คะแนน) ซึ่งฮิลลารีมีความนิยมนำอยู่ 4.0 จุด และ 4.7 จุด ตามลำดับ และหากฮิลลารีชนะใน 2 รัฐนี้ ก็จะทำให้ได้คะแนน Electoral Vote เกิน 270 เสียง และชนะการเลือกตั้งในที่สุด
ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มผันผวนหลังทรัมป์ทำคะแนนไล่เข้ามาใกล้ เนื่องจากกังวลต่อนโยบายสุดโต่งของทรัมป์ เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากรและภาษีนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะจากจีน และเสนอให้ทบทวนข้อตกลงทางการค้าทั้ง NAFTA (North American Free Trade Agreement) และ WTO (World Trade Organization) ใหม่อีกครั้ง ซึ่งหากไม่สามารถลดการนำเข้าสินค้าจากจีนได้ ทรัมป์ประกาศจะถอนตัวออกจากการเป็นประเทศสมาชิก WTO
นโยบายดังกล่าวนับเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การค้าโลกอยู่ในภาวะซบเซา โดยมีความเป็นไปได้สูงที่นโยบายดังกล่าวจะถูกนำไปใช้จริงหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากกฎหมายสหรัฐได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเจรจาข้อตกลงทางการค้า หรือถอนตัวออกจากข้อตกลงระหว่างประเทศได้ นอกจากนี้ Trade Act (1974) ยังให้อำนาจประธานาธิบดีในการจำกัดปริมาณการนำเข้าสินค้า และ/หรือกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าได้ไม่เกิน 15% และเป็นเวลาไม่เกิน 150 วัน โดยไม่ต้องผ่านมติสภา
แม้นโยบายที่สุดโต่งของทรัมป์จะนับเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจการค้าโลก แต่เรามองว่าโอกาสที่ทรัมป์จะพลิกกลับมาชนะการเลือกตั้งนั้นยังเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เราแนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดในช่วงก่อนหน้านี้ และมองว่าการปรับฐานของตลาดจากประเด็นนี้อาจเป็นโอกาสที่ดีในการกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้น







