
งานไทยเที่ยวไทยปี'60 เปิดพื้นที่เสนอโครงการพระราชดำริ
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ในช่วงเวลาของการแสดงความไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัฐบาลได้ขอความร่วมมืองดจัดกิจกรรมรื่นเริง ทำให้ผู้จัดงานแสดงสินค้าในช่วงนี้ก็ต้องปรับตัวตาม แม้ว่างานแสดงสินค้านั้นจะไม่จัดเป็นงานรื่นเริง แต่โดยปกติแล้วภายในงานแสดงสินค้าก็มักจะมีกิจกรรมบันเทิง เพื่อสร้างสีสันกระตุ้นให้เกิดการซื้อขาย และเพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศในประเทศก็ต้องวางกลยุทธ์กันใหม่
กฤตย์ พัตรปาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.เค.เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ ในฐานะผู้จัดงานไทยเที่ยวไทย เปิดเผยว่า งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 41 ที่จัดในวันที่ 3-6 พ.ย.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 3-4 ได้วางแนวคิดจัดงานว่า จะโกไปไหน ก็มีโปร! กระทั่งวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังมีเหตุการณ์ทำให้คนไทยทุกคนเศร้าโศก บริษัทจึงงดกิจกรรมบนเวที ตลอดจนการละเล่นรื่นเริงทุกประเภทภายในงาน
ขณะเดียวกัน ก็เร่งวางแผนจัดนิทรรศการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่น่าสนใจสำหรับการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามเนื่องจากระยะเวลาเตรียมตัวที่มีก่อนจัดงานค่อนข้างสั้น โครงการต่างๆ ยังไม่พร้อมจะมาร่วมจัดแสดงนิทรรศการในงานครั้งนี้ ดังนั้นบริษัทจึงนำข้อมูลที่รวบรวมได้เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่น่าสนใจมาติดไว้ที่บอร์ดความยาว 16 เมตร บริเวณทางเข้างาน เพื่อให้ประชาชนที่จะมาเดินในงานไทยเที่ยวไทยทุกคนได้ตระหนักว่ามีโครงการใดบ้างที่น่าสนใจเข้าไปเรียนรู้พร้อมท่องเที่ยวไปด้วย
ด้านผู้ประกอบการที่มาออกบูธในงานครั้งนี้มี 649 บูธ ลดลงจากเดิมที่จะมี 700 บูธ เพราะลูกค้าบางส่วนซึ่งไม่ใช่ลูกค้าประจำขอยกเลิกออกงาน เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทนำเที่ยวและผู้จัดจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น เต็นท์ ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่ร่วมงานประจำยังเดินหน้าจัดงานต่อ โดยเฉพาะโรงแรมที่ไม่ยกเลิกออกบูธเลย ส่วนหนึ่งเพราะช่วงนี้เป็นเวลาขายห้องพักในฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ให้คนไทยที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวสัมผัสอากาศหนาว
ขณะที่โปรโมชั่นที่นำเสนอคงมีการแข่งขันสูงเหมือนทุกครั้ง แต่การนำเสนอของบางบูธอาจไม่ได้เน้นประกาศหวือหวามากเหมือนทุกครั้งเพื่อความเหมาะสม ซึ่งกลุ่มบูธที่น่าจะได้รับความสนใจสูงจากนักท่องเที่ยวคงจะเป็นผู้ประกอบการทางภาคเหนือ รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นพื้นที่อากาศหนาวเย็นที่สุด ส่วนจำนวนผู้ที่มาร่วมงานเดิมเคยคาดไว้จะมี 1.5 แสนคน แต่หลังมีเหตุการณ์ประเมินว่าจะมี 1 แสนคน อย่างไรก็ตามบริษัทขอไม่ประเมินเงินสะพัดในงานครั้งนี้ เพราะคาดเดายากมาก เนื่องจากผู้จัดงานก็ไม่เคยต้องอยู่ในเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน
“การท่องเที่ยวเกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ของคน การจัดงานไทยเที่ยวไทยที่ผ่านมาเคยอยู่ในช่วงที่มีสถานการณ์การเมือง ภัยธรรมชาติ หรือปฏิวัติ รัฐประหาร แต่ก็ผ่านมาได้ดีตลอด เพราะการท่องเที่ยวเยียวยาความทุกข์ได้หมด เป็นยารักษาที่ดีที่สุด การเดินทางทำให้คนมีเวลาคิด”
กฤตย์ กล่าวว่า หลังจบงานไทยเที่ยวไทยครั้งนี้ ตั้งใจว่าในงานไทยเที่ยวไทยที่จะจัดตลอดทั้งปี 2560 จะจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งให้หน่วยงานที่ดูแลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ มาออกบูธประชาสัมพันธ์ภายในงาน อย่างน้อยงานละ 2-3 โครงการ ผลัดเปลี่ยนกันไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เชื่อว่าถึงเวลานั้นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ น่าจะมีความพร้อมเพรียงพอมาออกงานแล้ว
อย่างไรก็ตาม คงยังไม่ไปผูกโยงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกับแหล่งท่องเที่ยวหรือที่พักใกล้เคียงที่มาออกบูธ เพื่อเป็นจุดขายในเชิงธุรกิจ แต่จะให้น้ำหนักไปที่การทำให้ทุกคนได้ระลึกถึงพระองค์ ระลึกถึงคุณประโยชน์มหาศาลในแผ่นดินที่พระองค์ทรงงานไว้
ทั้งนี้ มองว่า การไปเยี่ยมชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายๆ โครงการเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การไปเที่ยวแค่เช็กอินบอกกล่าวให้คนอื่นได้รู้ว่าไปถึงแล้ว ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของแต่ละโครงการนั้น ไม่ได้มุ่งหวังที่การท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ต้องการให้ชาวบ้านในพื้นที่นั้นมีงานทำ ใช้การเกษตรพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อกลุ่มชาวบ้านมารวมกลุ่มกันทำแล้วต่อยอดจนกลายเป็นสินค้าเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ก็จะมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติตามเข้ามาเอง
กฤตย์ เชื่อว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน เที่ยวแบบเรียนรู้และเข้าใจไม่ใช่ฉาบฉวยมีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาคนไทยอาจยังไม่รู้จักหลายโครงการ หากหลังจากนี้ภาคเอกชนและประชาชนทุกคนร่วมกันสานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ ช่วยกันเผยแพร่ให้คนได้รู้ ในที่สุดก็จะมีคนที่สนใจการท่องเที่ยวเรียนรู้ลักษณะนี้ตามมาเอง
จากนี้เป็นหน้าที่ชาวไทยทุกคนแล้วที่จะสานต่อโครงการที่พระองค์ทรงงานหนักตลอด 70 ปี เพื่อปวงชนชาวไทย เพื่อส่งต่อโครงการอันมีคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินนี้ให้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานสืบไป







