
แนะทางรอดเอสเอ็มอี กรุยทางธุรกิจสู่ระดับโลก
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
งานเสวนา “ทางเลือกและทางรอดของเอสเอ็มอี” ในโครงการ เอสเอ็มอี สปริงอัพ รุ่น 2 และรุ่น 3 จัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) พร้อมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท โพสต์ พับลิชชิง โดยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาร่วมโครงการเอสเอ็มอี สปริงอัพ มากกว่า 200 คน
“สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ที่ปรึกษา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เอสเอ็มอีไทยสะดุด มาจากปัจจัยภายนอกและการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างเร็ว ส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ประกอบการที่ไม่ได้เตรียมแผนรองรับ รวมทั้งกรณีที่เกิดวิกฤตในด้านการเงิน ต้องมีแผนรับมือไว้เช่นกัน อีกสิ่งคือ ปัญหาด้านบุคลากร ต้องพัฒนาให้มีศักยภาพสูงขึ้น และทำธุรกิจด้วยบัญชีเดียว
สิ่งที่เอสเอ็มอีไทยเร่งดำเนินการ จะเป็นการสร้างแบรนด์สินค้า มุ่งรวมกลุ่มเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมถึงการสร้างความพร้อมเพื่อให้ก้าวสู่ดิจิทัลและเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล โดยการเป็นเอสเอ็มอี 4.0 ประกอบด้วย 1.การเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอี 2.การเป็นองค์กรขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม 3.การก้าวสู่ตลาดโลก ที่ต้องมองตลาดโลกไม่ใช่แค่ตลาดในประเทศ รวมทั้งหาพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทต่างประเทศ เพื่อร่วมลงทุนต่างประเทศ
“สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์” รองกรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอี ดีเวลลอปเม้นท์แบงก์ กล่าวว่า ความเสี่ยงที่ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็กประสบปัญหา มาจากการไม่มีการวางแผนทางธุรกิจไว้ล่วงหน้า ไม่รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง ไม่มีพันธมิตรทางธุรกิจและปรับแผนธุรกิจได้ไม่รวดเร็ว ส่วนความเสี่ยงของธุรกิจของเอสเอ็มอีขนาดกลาง จะเป็นเรื่องการพัฒนาคน ระบบ และการเงิน ต้องทำบัญชีเดียว เพื่อแสดงถึงความเป็นองค์กรโปร่งใส ซึ่งปี 2562 กระทรวงการคลังกำหนดว่า หากบริษัทใดไม่มีบัญชีเดียวจะไม่สามารถกู้เงินกับธนาคารได้
ส่วนเอสเอ็มอีที่จะเติบโตได้ดีไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ขนาด แต่ต้องมีแผนธุรกิจรองรับอนาคตการเติบโตระยะยาว พร้อมมุ่งเปิดตลาดออนไลน์ มีการผลิตสินค้ามาตรฐาน และบริการที่ดี
“สมยศ เชาวลิต” เจ้าของกิจการ เจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องระมัดระวังจะเป็นทั้งการเร่งขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ประเมินความเสี่ยงต่างๆ โดยที่ผ่านมาผมเริ่มธุรกิจจากการเปิดร้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งธุรกิจโตดีเป็นเวลา 9 ปี และไม่ได้กู้เงินกับธนาคาร ต่อมามีแผนขยายสาขาและมีธนาคารให้เงินกู้สูงสุด 450 ล้านบาท จึงเปิดสาขาใหม่รวดเร็วในเวลา 2 ปี 92 สาขา และใช้วงเงินกู้เต็มจำนวน แต่ธุรกิจคอมพิวเตอร์เปลี่ยนแปลงเร็วสินค้าแท็บเล็ตได้รับความนิยมมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของร้านลดลง เป็นวิกฤตครั้งสำคัญและธนาคารขอเงินกู้คืน
บริษัทต้องปรับธุรกิจใหม่ มุ่งสร้างแบรนด์ให้ลูกค้ารู้จัก ปิดสาขาที่ไม่มีกำไร หันมาทำสิ่งที่ธุรกิจถนัดคือความเชี่ยวชาญทำเครื่องประกอบคอมพิวเตอร์แก่ลูกค้า ให้บริการที่ดี ทำให้ธุรกิจกลับมาเติบโต รวมถึงทำธุรกิจด้วยดิจิทัล ปรับข้อมูลทุกอย่างเป็นเรียลไทม์ ทำให้สาขาทั้งหมด 130 สาขาในปัจจุบันมีความคล่องตัว อีกทั้งมุ่งตลาดออนไลน์ และเตรียมแผนรองรับตลาดที่เปลี่ยนไป พร้อมเพิ่มบริการใหม่ให้ลูกค้า และไม่หยุดมองหาโอกาสใหม่ในธุรกิจ
“ประวิทย์ จิตนราพงศ์” เจ้าของกิจการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) กล่าวว่า สิ่งที่เป็นความเสี่ยงสำคัญของเอสเอ็มอีจะอยู่ที่บุคลากร ต้องสร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มุ่งพัฒนาบุคลากร รวมถึงผู้นำในองค์กรต้องมีศักยภาพและนำพาธุรกิจไปในทิศทางถูกต้อง
เอสเอ็มอีแห่งอนาคต จะต้องมุ่งสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักมากที่สุด รวมทั้งกำหนดกลยุทธ์เปิดขยายสาขาในทำเลที่ดีมีศักยภาพ พร้อมกับปรับแนวคิดมุ่งทำตลาดในโลก เพื่อกลายเป็นธุรกิจระดับโลก เหมือนกับประเทศสิงคโปร์ที่มองทั้งโลกคือตลาด ส่วนผู้นำองค์กรต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ พร้อมเพิ่มศักยภาพของธุรกิจและใส่นวัตกรรมให้องค์กรอย่างไม่หยุดยั้ง จะส่งผลให้ธุรกิจโตได้ดีระยะยาว และก้าวสู่ตลาดโลกได้







