
เขมรขึ้นค่าแรง นำร่องนุ่งห่ม
กัมพูชาขึ้นค่าแรงยังไม่กระทบผู้ผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย หวั่นปรับขึ้นอัตรา 200 เหรียญสหรัฐ/เดือน ลดจูงใจใช้ฐานผลิต
กัมพูชาขึ้นค่าแรงยังไม่กระทบผู้ผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย หวั่นปรับขึ้นอัตรา 200 เหรียญสหรัฐ/เดือน ลดจูงใจใช้ฐานผลิต
นายวัลลภ วิตนากร ประธานบริหารไฮเทคกรุ๊ป ผู้ส่งออกเสื้อผ้ารายใหญ่ เปิดเผยว่า หลังจากที่ประเทศกัมพูชาประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 140 เหรียญสหรัฐ/เดือน มาอยู่ที่ 148 เหรียญสหรัฐ/เดือน (ประมาณ 5,300 บาท/เดือน) โดยนำร่องในกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องนุ่งห่ม มองว่ายังไม่กระทบต่อกลุ่มผู้ประกอบการสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยที่ย้ายฐานการลงทุนออกไป ด้วยยังเป็นระดับที่รับได้เพราะถือว่ายังต่ำกว่าไทยอยู่
สำหรับค่าแรงขั้นต่ำของกัมพูชาที่ปรับขึ้นมาเท่ากับ 50% ของอัตราค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทย เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะปกติก็มีการปรับขึ้นค่าแรงในทุกประเทศอยู่แล้ว แต่เชื่อว่ารัฐบาลกัมพูชาจะไม่ยอมให้ปรับขึ้นไปถึงระดับ 171 เหรียญสหรัฐ/เดือน ในเร็วๆ นี้ เพราะจะทำให้ไม่จูงใจนักลงทุนในการเข้ามาลงทุนในกัมพูชา และหากกัมพูชามีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้มาอยู่ที่ระดับ 70-75% ของค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทย หรือประมาณ 200 เหรียญสหรัฐ/เดือนเมื่อไหร่ ก็อาจจะจูงใจให้แรงงานชาวกัมพูชาตัดสินใจเดินทางกลับไปทำงานในประเทศตัวเอง
“สิ่งที่ผู้ประกอบการห่วงและกังวลในการเข้าไปลงทุนในกัมพูชามากกว่าการปรับขึ้นค่าแรง คือ เรื่องของการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าและส่งออกที่ยังไม่ได้มาตรฐาน และค่าธรรมเนียมในการนำเข้าส่งออกก็ยังสูงกว่าไทย 2 เท่าตัว ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงกว่าไทยกว่าเท่าตัวเช่นกัน” นายวัลลภ กล่าว
ด้านการส่งออกของกลุ่มเครื่องนุ่งห่มไทยในปีนี้ คาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 2,550 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปีก่อนที่มีมูลค่าส่งออกรวมอยู่ที่ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยขยายตัวเพิ่มในส่วนของการส่งออกจากต่างประเทศ ที่คาดว่าปีนี้จะมีมูลค่าการส่งออกจากกลุ่มผู้ประกอบการที่ออกไปลงทุนต่างประเทศอยู่ที่ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าในปีหน้าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการขยายตัวตามคู่ค้าที่ต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษี (จีเอสพี) ในการส่งออก
นายถาวร กนกวลีวงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการสมาชิกสมาคมเตรียมประชุมหารือเพื่อขอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง และการเร่งหาตลาดส่งออกเพื่อทดแทนตลาดส่งออกที่ยังทรงตัว คาดว่าจะได้ข้อสรุปและเข้าหารือกับกระทรวงพาณิชย์ต่อไป ส่วนค่าแรงที่ขยับขึ้นอัตรา 5-10 บาทนั้น เป็นการคิดจากการหารือภาคอุตสาหกรรมแล้ว และไม่ได้ปรับเพิ่มเท่ากัน จึงไม่มีปัญหาต่อต้นทุนหรือราคาสินค้าที่จะขยับขึ้น อีกทั้งสถานการณ์ความต้องการในประเทศและตลาดส่งออกเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเอกชนก็กำลังจับตาอย่างใกล้ชิด จึงอยากที่จะประเมินว่าจะเป็นอย่างไร แต่จะพยายามคงการส่งออก







