
ธุรกิจไทยตื่นตัวน้อย จี้ปรับรับไทยแลนด์ 4.0
มูลค่าของอุปกรณ์สำหรับบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์นั้นมีมากถึง 1 หมื่นล้านบาท/ปี จากกลุ่มบริษัทที่มีกว่า 500 แห่งในไทย
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
มูลค่าของอุปกรณ์สำหรับบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์นั้นมีมากถึง 1 หมื่นล้านบาท/ปี จากกลุ่มบริษัทที่มีกว่า 500 แห่งในไทย ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งปลูกสร้างแต่เป็นแนวคิดหรือกระบวนการจัดการเครือข่ายวัสดุภายในองค์กร รวมทั้งระบบการจัดการ เช่น ระบบซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ไอที และระบบสั่งการต่างๆ เรียกว่า อินทราโลจิสติกส์ (Intra Logistics) สราวุธ เล้าประเสริฐ ประธานชมรมเทคโนโลยีคลังสินค้าและระบบจัดการ และผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอสเอสไอ เชฟเฟอร์ ซิสเต็มส์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า หากเอ่ยถึงระบบการบริหารคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพจะนึกถึงเซเว่นอีเลฟเว่น เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี เซ็นทรัล เป็นต้น เพราะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการสินค้าจำนวนมาก ซึ่งการแข่งขันในอินทราโลจิสติกส์ของภาคธุรกิจนั้นมีสูงแต่ไม่รุนแรง เพราะจะแข่งกันพัฒนาศักยภาพในการขนส่งให้แก่ลูกค้ามากกว่า
ในทุกองค์กรจะมีระบบขนส่งที่แตกต่างกันไป อยู่ที่ว่าพร้อมจะลงทุนมากหรือน้อยแค่ไหน เพื่อรองรับการทำงานและปริมาณลูกค้าที่เข้ามาในแต่ละปี ต้องยอมรับว่าการกระตุ้นเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐ ทำให้ภาคธุรกิจมองหาเครื่องมือและซอฟต์แวร์ที่จะเข้ามาพัฒนาระบบการทำงานเดิมให้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่เต็มที่มากนัก
ในอดีตการลงทุนด้านธุรกิจโลจิสติกส์จะเป็นกลุ่มคอนซูเมอร์ รีเทล อาหารและเวชภัณฑ์ แต่การเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ทำให้นักธุรกิจออนไลน์ทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม มีความตื่นตัวเรื่องโลจิสติกส์แทบทุกกลุ่ม เพื่อบริหารจัดการสินค้าให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า เพราะนักช็อปออนไลน์จะต้องการสินค้าแบบทันท่วงที
ทั้งนี้ การนำระบบไอทีเข้ามาพัฒนาและปรับปรุงแวร์เฮาส์ จะใช้ต้นทุนอย่างน้อย 10% ของรายได้แต่ละบริษัท เพื่อให้กระบวนการขนส่งและระบบบริหารจัดการต่างๆ ย่นระยะเวลาและลดต้นทุนลงอย่างน้อย 10-15% พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานได้ดีขึ้น
การแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในไทย ต้องยอมรับว่า การตระหนักใช้ไอทีและซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ยังมีน้อย เนื่องจากราคาซอฟต์แวร์สำหรับบริหารในแต่ละส่วนงานนั้นค่อนข้างสูง เริ่มต้นตั้งแต่ 3-30 ล้านบาท และยังเป็นซอฟต์แวร์จากต่างประเทศเป็นส่วนมาก ทำให้ธุรกิจที่ไม่ได้มีเงินลงทุนมหาศาลเลือกใช้ซอฟต์แวร์ของบริษัทในไทย ซึ่งก็ไม่ได้มีครบทุกด้านตรงที่ภาคธุรกิจต้องการขนาดนั้น
สิ่งที่น่าเสียดาย คือ ประเทศไทยค่าจ้างแรงงานยังถูกกว่าการลงทุนระบบไอที ทำให้ยังมีภาคธุรกิจอีกมากที่มองว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเรื่องไม่สำคัญและไม่ตื่นตัวในการลงทุนเทคโนโลยีเท่าที่ควร แต่หากมองในระยะยาวความคุ้มค่าของหุ่นยนต์หรือระบบต่างๆ จะช่วยลดต้นทุนได้นาน 10-15 ปี
ด้านขั้นตอนตรวจสอบสินค้าในระบบคลังสินค้านั้น ยังเป็นการใช้งานชิปอัจริยฉะที่ชื่อว่า RFID ในการตรวจสอบสินค้าร่วมกับวิชั่นเทค เพื่อตรวจสอบการจัดวางสินค้าว่าเป็นไปตามการสั่งงานหรือไม่ และมีสินค้าใดที่อยู่ในตู้สินค้า เพื่อให้เก็บข้อมูลไว้บนฐานข้อมูลส่วนกลาง เมื่อสินค้าในตู้หรือชั้นวางของหน้าร้านหมด จะมีการแจ้งไปยังระบบส่วนกลางเพื่อให้นำสินค้ามาเติม
ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทในประเทศไทยเติบโตเกิน 10% มีรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ทำได้ 600 ล้านบาท ขยับเป็น 650 ล้านบาท ถือว่ามากกว่าอัตราเฉลี่ยของภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์ที่โตเพียง 3-5% ต่อปี
สำหรับปีนี้บริษัทจะขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น เพราะเห็นความต้องการใช้งานเทคโนโลยีจากภาคธุรกิจด้านค้าปลีก ค้าส่ง อาหาร ยาเวชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ความงาม ซึ่งจะเป็นการลงทุนทีมงานนำเสนอสินค้าเพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายกว่าเดิม







