
'บัลลังก์ ไวยานนท์' IRแห่งTUข้อมูลต้องแน่น
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
“บัลลังก์ ไวยานนท์” ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) อายุ 35 ปี จากเด็กหนุ่มที่มีเพียงความฝันว่าต้องการทำงานบริษัทข้ามชาติ จะได้มีโอกาสได้เดินทางไปและพบปะคนต่างชาติจึงเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ก็เลือกเรียนวิชาโททางด้านการเงินเพราะตอนนั้นตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จึงอยากรู้จักและเรียนรู้ตลาดหุ้นมากขึ้น เพื่อให้มีความรู้ทางด้านการลงทุนติดตัวและคาดหวังว่า จะเป็นทางเลือกหนึ่งของชีวิตในอนาคต และเพื่อให้รู้มากขึ้นจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
งานแรกคือการเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ปัจจุบันคือเอเซีย พลัส ทำให้ต้องอ่านข้อมูลข่าวสาร อ่านหนังสือพิมพ์ และสื่อสารกับนักวิเคราะห์ และการทำงานในหน้าที่ตรงนี้ทำให้รู้สึกชอบเพราะได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้เกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็ค้นพบตัวเองว่าการที่จะต้องทำให้เกิดการซื้อขายหุ้นทุกวันเพื่อให้เกิดวอลุ่มไม่ใช่แนวของตัวเอง แต่ก็เข้าใจว่ามันคือธุรกิจของโบรกเกอร์ที่หลีกเลี่ยงไปไม่ได้จึงได้ตัดสินใจลาออก
หลังจากนั้นก็ได้เริ่มการทำงานแห่งที่ 2 คือ เป็นนักวิเคราะห์สินเชื่อของบริษัทขนาดใหญ่ ของธนาคารยูโอบีรัตนสิน ซึ่งมีความแตกต่างกับการทำงานครั้งแรกที่อยู่ในฝั่งตลาดทุนมองหาการเติบโตถึงจะน่าสนใจ แต่พอมาเป็นนักวิเคราะห์ฝั่งตลาดเงิน ก็ถูกสอนให้มองอย่างรอบด้าน มีความละเอียดรอบคอบเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเน้นมองแบบเชิงอนุรักษนิยมเป็นหลัก เพราะหากไม่รอบคอบรัดกุมเงินสินเชื่อที่ปล่อยออกไปจะมีปัญหาได้
อย่างไรก็ตาม ในชีวิตการทำงานก็ยังไม่นิ่งเพราะทำที่ธนาคารได้ระยะหนึ่งก็ได้ย้ายมาทำงานในหน้าที่การเป็นตัวกลางเชื่อมต่อข้อมูลวิจัยที่ บล.โกลเบล็ก ที่ขณะนั้นทางบริษัทมีแผนที่จะเปิดธุรกิจต่างประเทศที่ต้องดีลกับสถาบันต่างประเทศ และย้ายมาเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของแมคควอรีตั้งแต่ตอนที่มีการร่วมธุรกิจกับธนาคารทหารไทย โดยได้รับหน้าที่ดูแลนักลงทุนสถาบันและเป็นคนเชื่อมข้อมูลให้กับนักลงทุนรายย่อย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผิดชอบคือ กลุ่มเกษตรและอาหาร ซึ่งหลักก็ได้รับการดูแล 2 บริษัทไทยขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เสน่ห์ของการดูธุรกิจกลุ่มนี้คือความไม่น่าเบื่อ ทุกไตรมาสต้องมีเหตุการณ์ที่เซอร์ไพรส์ เช่น โรคระบาด มีกำไรหรือขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และทำให้เห็นวิสัยทัศน์ของซีอีโอไทยที่พูดคำไหนเป็นคำนั้นว่า อีกกี่ปีจะมีรายได้เท่าไร และวันนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถที่จะทำได้
"การได้พบนักวิเคราะห์รุ่นใหญ่ตั้งแต่เอเซีย พลัส ทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีการที่จะต้องมีวิธีการสื่อสารกับนักลงทุนรายบุคคล ส่วนที่แมคควอรีก็ติดต่อกับนักลงทุนสถาบันและต่างชาติเป็นหลัก พอได้มาทำงานที่ TU ทำให้ได้รู้ว่า ช่องทางไหนหรือวิธีไหนเหมาะกับนักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนรายย่อยที่มีข้อจำกัดที่เราไม่สามารถจะสื่อสารลงรายละเอียดได้ทุกคน แต่ก็ต้องมีตัวกลางในการช่วยสื่อสารออกไป"
บัลลังก์ ยอมรับมุมมองของ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ T ที่ถือว่าเป็นวัฒนธรรมองค์กรคือเน้นให้ความสำคัญและการเข้าถึงข้อมูลให้กับทุกนักลงทุนอย่างเท่าเทียมกัน จะเห็นได้ว่าการนำเสนอข้อมูลที่ให้กับนักลงทุนแต่ละฝ่ายแทบจะไม่ต่างกัน ไม่เคยเว้นการให้ข้อมูลกับนักวิเคราะห์หรือมาพบนักลงทุนรายย่อยในงานออฟเดย์ที่มีเป็นประจำทุกไตรมาส พอมาเป็นนักลงทุนสัมพันธ์ด้วยประสบการณ์จากที่เคยเป็นคนถามและสอบถามข้อมูล ทำให้พอคาดเดาในสิ่งที่ผู้ลงทุนทั้งรายบุคคลและสถาบันจะถามได้และเตรียมข้อมูลในการตอบคำถามไว้
ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือการเป็นนักลงทุนสัมพันธ์เราเป็นตัวแทนของบริษัทและตัวแทนซีอีโอ จึงต้องคิดวิเคราะห์และหาข้อมูลให้พร้อมอย่างดีที่สุดเพื่อตอบคำถาม เพราะการจะทำอะไรพูดอะไรย่อมมีผลต่อบริษัทข้อมูลพร้อมมากทำงานเป็นทีม และมีสัมพันธภาพที่ดีกับทุกฝ่าย







