
‘บางจาก’เป้าโตเท่าตัว
BCP วางแผนปี 2563 ลดอีบิตดาโรงกลั่นเหลือ 25-30% หาธุรกิจต้นน้ำสร้างเสถียรภาพ ช็อปของถูกในยุคราคาน้ำมันต่ำ
BCP วางแผนปี 2563 ลดอีบิตดาโรงกลั่นเหลือ 25-30% หาธุรกิจต้นน้ำสร้างเสถียรภาพ ช็อปของถูกในยุคราคาน้ำมันต่ำ
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2563 บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีกำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (อีบิตดา) เพิ่มเป็นประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เติบโตกว่าเท่าตัวจากปี 2559 ที่ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท พร้อมกระจายที่มาของแหล่งอีบิตดา โดยลดธุรกิจโรงกลั่นให้เหลือประมาณ 25-30% ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 40% ธุรกิจด้านการตลาดสถานีบริการน้ำมัน ประมาณ 25% บริษัท บีซีพีจี (BCPG) อีกประมาณ 30% และอื่นๆ อีกประมาณ 5%
“เราสร้างความสมดุลให้กับธุรกิจ ลดผลกระทบจากความผันผวนของธุรกิจโรงกลั่น แม้ยังมีโอกาสเติบโตได้ แต่จะมีอัตราที่ช้ากว่ากลุ่มธุรกิจอื่นๆ หากปรับสัดส่วนอีบิตดาในปี 2563 ได้ตามเป้าหมาย ไม่ต้องพึ่งพิงโรงกลั่นหรือน้ำมันอย่างเดียวซึ่งธุรกิจค่อนข้างวูบวาบ ต่อไปผลประกอบของบริษัทจะมีเสถียรภาพมากขึ้น” นายชัยวัฒน์ กล่าว
ขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่โรงกลั่น อีบิตดามีแนวโน้มเติบโตสูงมาก ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของบริษัทย่อยคือ BCPG มีศักยภาพเติบโตได้สูง อีกทั้งยังได้รับประโยชน์จากการแยก BCPG เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นการสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจเพิ่มเติมจากการใช้แหล่งเงินจากตลาดทุนเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจ ตามแผนในปี 2563 จะเพิ่มพอร์ตของโรงไฟฟ้าเป็นประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ปัจจุบันที่โรงไฟฟ้าที่มีสัญญาขายไฟฟ้า (PPA) แล้วขนาด 200 เมกะวัตต์ ที่ผ่านมาต้องพึ่งพิงแหล่งเงินทุนจาก BCP เป็นหลัก อาจเป็นข้อจำกัดของการเติบโต ส่วนธุรกิจให้บริการสถานีน้ำมันของบางจากยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง หลังจากเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้น
“คอนเซ็ปต์ของธุรกิจง่ายๆ คือ บริษัทจะถือหุ้น BCPG ลดลงเหลือ 70% หลังไอพีโอ แต่มีเงินลงทุนเพิ่มพอร์ตโรงไฟฟ้าเป็น 1,000 เมกะวัตต์ ดีกว่าถือหุ้น 100% แต่มีพอร์ตโรงไฟฟ้าที่ 200 เมกะวัตต์” นายชัยวัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีนโยบายมี 4 เครื่องยนต์ ในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ ปัจจุบันมี 3 เครื่องยนต์ ได้แก่ ธุรกิจโรงกลั่น สถานีบริการ และพลังงานหมุนเวียน โดยอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ในธุรกิจต้นน้ำหรือธุรกิจเจาะสำรวจ ขณะนี้ลงทุนถือหุ้นสัดส่วนประมาณ 55% ในบริษัท Nido Petroleum ทำธุรกิจเจาะสำรวจและเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย ในช่วงราคาน้ำมันต่ำเป็นจังหวะและโอกาสการลงทุน สามารถซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ถูก อีกทั้งศึกษาการลงทุนในธุรกิจแร่ลิเทียมเพิ่มด้วยเพราะถือเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ ทั้งหมดนี้จะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 ปีนี้
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันขณะนี้อยู่ที่ระดับ 43-45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ธุรกิจของ Nido ยังดำเนินต่อไปได้ และมีกระแสเงินสดเป็นบวกเพราะมีต้นทุนการผลิตปิโตรเลียมต่อหน่วยที่ประมาณ 28 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อถึงแนวโน้มค่าการกลั่น (GRM) ในปี 2559 อยู่ในระดับที่เหมาะสม ประมาณ 6-7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไม่รวมผลขาดทุนหรือกำไรจากสต๊อกน้ำมัน คาดทั้งปีนี้มีโอกาสจะขาดทุนสต๊อกน้ำมันเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันดิบดูไบสิ้นปี 2558 ปิดที่ระดับ 47-48 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คาดสิ้นปี 2559 ราคาน้ำมันจะปิดที่ระดับ 43 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ในช่วงไตรมาส 1/2559 ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงไปค่อนข้างแรงที่ 28 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้มีการตั้งสำรองที่สูง จากนั้นในไตรมาส 2 ราคาเริ่มทยอยฟื้นตัวดีขึ้นและเริ่มนิ่งในไตรมาส 3







