
แบงก์ตื่นตัวรับรีฟินน์ ดอกเบี้ยเงินกู้บ้านจ่อสูงขึ้น
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงศ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงศ์
การก้าวเข้ามาของเว็บไซต์ www.refinn.com ที่เปิดให้ผู้กู้เงินซื้อบ้านสามารถเข้าไปหาโปรโมชั่นการรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านของแต่ละธนาคาร และเลือกโปรโมชั่นด้วยเงื่อนไขที่ดีที่สุด เพื่อให้ผู้กู้มีภาระดอกเบี้ยต่ำลง
บริษัท รีฟินน์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดอทคอม เจ้าของเว็บไซต์ www.refinn.com ประเมินว่า ทั้งระบบมีการปล่อยสินเชื่อบ้านกว่า 3 ล้านล้านบาท มีสินเชื่อที่รีไฟแนนซ์ได้ 2.1 ล้านล้านบาท แต่ว่าในแต่ละปีมีคนไทยรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านเพียง 6 หมื่นล้านบาท รวมทั้งยืนยันว่า รีฟินน์ เป็นพันธมิตรกับธนาคารและเป็นช่องทางหนึ่งในการทำตลาดให้ธนาคารในการนำเสนอโปรโมชั่นถึงลูกค้าในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ในวงการธนาคารพาณิชย์กลับเห็นว่า รีฟินน์จะเป็นตัวเร่งให้ผู้กู้ทำรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน จนอาจทำให้ดอกเบี้ัยสินเชื่อบ้าน 3 ปีแรกที่เคยถูกอาจจะแพงขึ้น
ณัฐพล ลือพร้อมชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ความต้องการจริงของรีไฟแนนซ์
สินเชื่อบ้าน อยู่ที่ลูกค้ามีความพร้อมและพยายามมองหาเพื่อหวังลดดอกเบี้ยหรือต้องการวงกู้เพิ่ม แต่หากเกิดการกระตุ้นตลาดรีไฟแนนซ์มากเกินไป การกำหนดราคาของสินเชื่อบ้านต้องเปลี่ยนใหม่หมด จะไม่มีดอกเบี้ย 3 ปีแรกถูกอีกต่อไป แต่จะเป็นดอกเบี้ย 3 ปีแรกแพงขึ้น เพื่อให้คุ้มทุนตั้งแต่เริ่มปล่อยสินเชื่อ
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการสินเชื่อบ้านในช่วง 3 ปีแรก ธนาคารไม่มีกำไรโดยทำธุรกิจได้แค่เสมอตัว เนื่องจากผู้กู้สินเชื่อบ้าน 90% จะอยู่กับธนาคารระยะยาว อัตราส่วนการรีไฟแนนซ์จะมีเพียง 10% เท่านั้น ซึ่งหากกลไกตลาดตรงนี้ถูกบิดเบือน สัดส่วนรีไฟแนนซ์เพิ่มเป็น 30% หรือไปถึง 50% ระบบธนาคารในปัจจุบันอาจจะอยู่ไม่ได้ ต้องตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ลูกค้าใหม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดความต้องการรีไฟแนนซ์จะเพิ่มขึ้นหลังจาก มีฟินเทค ที่ชื่อ รีฟินซ์ หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลูกค้า และธนาคารคงไม่ลดดอกเบี้ย เพื่อแย่งหรือรักษาฐานลูกค้า เพราะปัจจุบันดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านต่ำอยู่แล้ว หากลดดอกเบี้ยอีกก็เสี่ยงขาดทุน
ณัฐพล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ตกลงร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท รีฟินน์ ฟินเทค เกี่ยวกับแอพพลิเคชั่น รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน โดยอยู่ระหว่างเจรจาเงื่อนไขทางกฎหมายในสัญญาที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบ เพราะหากตกลงกัน บริษัท รีฟินน์ฯ จะเป็นเหมือนตัวแทน หรือนายหน้าของธนาคาร ซึ่งต้องรับเงื่อนไขของธนาคารให้ได้
“การตกลงแต่งตั้งใครเป็นเหมือนตัวแทนธนาคารต้องกำหนดกฎความรับผิดชอบให้ชัดเจน และเป็นบุคคลหรือบริษัทที่ไว้ใจได้ ไม่ทำให้ธนาคารเสื่อมเสีย หรือไม่โฆษณาเกินจริง ไม่ทำให้ลูกค้ามาต่อว่าเราได้ ซึ่งหากรับเงื่อนไขกันและกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนให้ธนาคารได้” ณัฐพล กล่าว
ณัฐพล ยอมรับว่า ในมุมมองของสถาบันการเงินไม่สนับสนุนให้กระตุ้นความต้องการรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านเกินความต้องการจริง เพราะจะกระทบระบบการขายบ้านและการปล่อยสินเชื่อ แต่ขณะเดียวกันธนาคารไม่ต่อต้านเทคโนโลยีทางการเงินใหม่และพร้อมสนับสนุนฟินเทค ซึ่ง รีฟินน์ เป็นสตาร์ทอัพจากการบ่มเพาะของโครงการกรุงศรี ไรส์
พิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่ผู้บริหารสูงสุดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและธุรกิจรายย่อย ธนาคารไทยพาณิชย์ ยอมรับว่าเป็นห่วงผลกระทบของแอพพลิเคชั่นรีฟินน์ต่อตลาดสินเชื่อบ้าน เพราะสินเชื่อบ้านไม่ได้มีเพียงต้นทุนการเงิน แต่ต้นทุนหลักคือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งความเสี่ยงที่จะเป็นเอ็นพีแอลอยู่ในช่วง 3 ปีแรก ฉะนั้นหากมีการรีไฟแนนซ์ออกไปจะส่งผลให้ไม่มีธนาคารอยากทำสินเชื่อบ้าน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขายบ้านไม่ได้ เกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ
“แต่ละธนาคารมีพันธมิตรผู้ประกอบการโครงการอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ธนาคารมีแพ็กเกจสินเชื่อบ้านที่อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว เพื่อเอื้อให้คนไทยมีบ้าน แต่เมื่อเกิดการกระตุ้นให้รีไฟแนนซ์มากๆ จะทำให้ธนาคารระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อและกระทบผู้ประกอบการด้วย”พิกุล กล่าว







