
เงินทุนไหลเข้าดันหุ้นแกว่งขึ้น
...พิชัย เลิศสุพงษ์กิจ
ศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปิดจ่อแนวต้านจิตวิทยาที่ 900 จุด เหนือความคาดหมายของคนส่วนใหญ่ อันเป็นผลจากกระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง จนดันบาทแข็งค่าแตะระดับ 31.5 บาท/เหรียญสหรัฐ ทั้งนี้นับจากวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยไปแล้วกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นราว 1 ใน 3 ของที่ขายไปในช่วง เม.ย.พ.ค. ที่บ้านเมืองเราวุ่นวาย
ก่อนหน้านั้น นักวิเคราะห์ได้ทยอยปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในทิศทางที่ดีขึ้น สวนทางกับมุมมองต่อเศรษฐกิจของประเทศหลักโดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่มีทิศทางชะลอลงอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยกับของประเทศหลักค่อยๆ ถูกถ่างออกจากกัน หลัง ธปท.ส่งสัญญาณทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า ค่าเงินบาทจะแข็งขึ้นสู่ระดับ 31 หรือแม้กระทั่ง 30 บาท/เหรียญสหรัฐ ภายใต้การคาดการณ์ดังกล่าวทำให้เงินทุนไหลเข้าบ้านเราอย่างต่อเนื่อง น่าสังเกตว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับหลายๆ ประเทศในแถบเอเชีย
อย่างไรก็ดี แรงขายทำกำไรทำให้ดัชนีหุ้นไทยพักตัวมาสัปดาห์เศษ ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะส่งสัญญาณ คงมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณต่อไป แทนที่จะปล่อยให้มาตรการนี้ทยอยหมดอายุไป เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอยซ้ำซ้อน ด้านยุโรปก็จำเป็นต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเช่นกัน เพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่องตึงตัวอย่างรุนแรงจากวิกฤตหนี้สาธารณะ และชดเชยผลกระทบบางส่วนจากมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น
การคงมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณ ผ่านการรุกเข้าซื้อพันธบัตรระยะกลาง ทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกอยู่ในระดับสูงต่อไป สภาพคล่องส่วนเกินค่อยๆ ไหลเข้าตลาดสินทรัพย์ไล่เรียงตั้งแต่ตลาดพันธบัตร ทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วกว่าของประเทศหลัก สวนทางกับตลาดหุ้นสหรัฐที่ร่วงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 จากความกลัวว่า มีความเสี่ยงมากขึ้นที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญกับภาวะถดถอยซ้ำซ้อน
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยปีนี้โดดเด่นมาก ให้ผลตอบแทนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงเกิดคำถามว่า จะวิ่งต่อได้อีกไกลแค่ไหน
แม้ผมจะมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในระยะ 12 เดือนข้างหน้า หนุนโดยวัฏจักรเศรษฐกิจไทยที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว และจะขยายตัวต่อเนื่องไปอีก 34 ปี ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัททั่วไป ขณะเดียวกันบริษัทจดทะเบียนมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ดูได้จากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำสุดนับตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 และมีกระแสเงินสดสูง หากไม่มีโอกาสในการลงทุนที่ดีเข้ามา ก็พร้อมจะจ่ายปันผลในอัตราที่สูงขึ้น
นอกจากนั้น สินทรัพย์ภายใต้การจัดการของนักลงทุนสถาบันในประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนทำให้มูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนสถาบันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่วยคานความผันผวนจากการไหลเข้าออกของนักลงทุนต่างประเทศได้ดีขึ้นเป็นลำดับ
น่าสังเกตว่า เม็ดเงินภายใต้การบริหารของนักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีแนวโน้มที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้มากขึ้นในระยะยาว ทำให้ผมคาดการณ์ว่า จะมีเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันไหลเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นดัชนีหุ้นไทย 1,000 จุด ในปีหน้า
อย่างไรก็ดี สำหรับระยะสั้น ผมเห็นว่า ดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นมาเร็วเกินไป และตอบรับปัจจัยบวกไปพอสมควรแล้ว น่าจะเผชิญกับแรงขายทำกำไรหนักขึ้น โดยเฉพาะบริเวณแนวต้าน 910 และ 925 จุด บริเวณนี้ค่าพีอีตลาดหุ้นไทยแบบที่คิดจากกำไร 4 ไตรมาสย้อนหลังจะขึ้นไปราว 14 เท่ากลางๆ ทิ้งห่างค่าพีอีเฉลี่ย 10 ปี ไปเกือบ 2SD (Standard Deviation) หมายความว่า ในทางสถิติมีโอกาสน้อยมากๆ ที่วิ่งขึ้นต่อ และมีโอกาสถูกขายทำกำไร หรือถอยลงมาตั้งหลักรอผลประกอบการไตรมาสถัดๆ ไป ก่อนวิ่งรอบใหม่
ในยามฟ้าใส นกร้อง ดัชนีหุ้นกำลังวิ่งขึ้นทดสอบ 900 จุด นักลงทุนอาจมองปัจจัยเสี่ยงไป จึงต้องเตือนว่า การเมืองไทยยังห่างไกลจากภาวะปกติ จะยุบไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์คงได้รู้กันก่อนต้นปีหน้า ประเด็นนี้จะมีนัยอย่างมากต่อเสถียรภาพรัฐบาล ขณะที่สัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยซ้ำซ้อน แม้ขณะนี้ความเสี่ยงนี้จะต่ำกว่า 1 ใน 4 ก็ตามที
สรุปว่า ตลาดหุ้นระยะกลางดี มีโอกาสได้เห็น 1,000 จุด แต่น่าจะเป็นปีหน้า ปีนี้คงเร็วเกินไป ปัจจัยพื้นฐานวิ่งตามราคาหุ้นไม่ทัน นอกจากนั้น เงินทุนต่างชาติไหลเข้าได้ ก็ไหลออกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบาทแข็งเร็วจนถึงเป้าหมาย อาจมีแรงขายทำกำไร 2 ต่อ คือได้กำไรจากตลาดหุ้นและค่าเงิน ดังนั้นสำหรับพอร์ตเทรดดิงน่าใช้จังหวะที่ดัชนีหุ้นวิ่งเข้าหา 925 จุด ทยอยแบ่งขายทำกำไร แบบยิ่งขึ้น ยิ่งขายมากขึ้น โดยเฉพาะในหุ้นที่วิ่งขึ้นมามากๆ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







