
จุไรรัตน์ ปันยารชุน รื้อขวากหนามบสท.ก่อนปิดฉาก
..ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
นับเวลาถอยหลังเหลือเวลาอีก 10 เดือน หรือ มิ.ย. 2554 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ในฐานะเอเอ็มซีแห่งชาติ จะเสร็จภารกิจในการสะสางหนี้เน่าของประเทศไทย หลังจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ บสท.รับบทหนักแบกรับโอนบัญชีลูกหนี้เน่าจากสถาบันการเงินกว่า 7 แสนล้านบาทมา
ภารกิจหลักของทีมบริหาร
“จุไรรัตน์ ปันยารชุน” กรรมการผู้จัดการ บสท. ที่เพิ่งเริ่มมารับตำแหน่ง 3 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงต้องมาปิดบัญชี บสท. จำหน่ายถ่ายโอนสินทรัพย์ที่ยังคงค้าง ชำระเงินคืนสถาบันการเงินที่โอนหนี้มาให้ ยังต้องเจอมรสุมปัญหา กลุ่มเครือข่ายประชาชน 4 ภาคประกาศบุกยึดที่ดิน บสท. 39 จังหวัด 5 แสนไร่จุไรรัตน์ ยอมรับว่า หนักใจกับปัญหาที่กลุ่มชาวบ้านบุกรุกที่ดิน บสท. และมีการล้อมโรงพักอำนาจเจริญเพื่อที่จะให้ปล่อยตัวแกนนำที่เข้าไปบุกรุกที่ดินของ บสท. แต่ก็เป็นเรื่องของตำรวจและฝ่ายบริหารการปกครองต้องดำเนินการตามหน้าที่ เนื่องจาก บสท.ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินการกับผู้ที่บุกรุกที่ดินของ บสท.
“
ทุกคนก็ต้องทำตามหน้าที่ ตำรวจก็ทำตามหน้าที่ ทำตามกฎหมาย เพราะบ้านเมืองมีกฎหมาย ก็เห็นใจตำรวจและผู้ว่าราชการจังหวัดรวมถึงนายอำเภอต่างๆ ที่ทำตามหน้าที่อย่างดีที่สุด ซึ่ง บสท. เองก็ต้องทำตามหน้าที่ แม้ บสท. เป็นองค์กรของรัฐ แต่ทรัพย์สินไม่ใช่ของรัฐ เพราะที่ดินของ บสท. ได้รับโอนมาจากสถาบันการเงินในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 25402543 จะต้องขายเอาเงินคืนเจ้าหนี้ แม้ว่าที่ดินเปล่ารกร้างมาก 10 ปี ก็เพราะอยู่ในขั้นตอนฟ้องร้องการบังคับคดีตามกฎหมายขั้นตอนกฎหมาย และที่ดินส่วนใหญ่ไม่ใช่ที่ดินที่ทำการเกษตร แต่เป็นที่ดินเพื่อนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันของลูกหนี้พาณิชยกรรม” จุไรรัตน์ กล่าวหญิงแกร่งแห่ง บสท. มองว่า กลุ่มชาวบ้านเข้าผิดช่องทาง ถ้าต้องการที่ดินทำกินต้องติดต่อหน่วยงานของรัฐ ไปแจ้งขึ้นทะเบียนกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งมีหน้าที่จัดหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร หากมีการเจรจาซื้อขายที่ดินรัฐต่อรัฐก็จะได้ราคาพิเศษ ไม่ใช่เข้ามาบุกรุกที่ดิน บสท. เพราะผิดกฎหมาย
บสท.ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด ได้มีการแจ้งคณะกรรมการ บสท. ซึ่งกระทรวงการคลังและรัฐบาลก็ทราบปัญหา และเห็นด้วยกับแนวทางการที่ บสท.ดำเนินการ คือการดำเนินการตามกฎหมาย การแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้อง และหลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองจะต้องดำเนินการ ซึ่งปัญหาจะบานปลายหรือไม่นั้นไม่ทราบ
จุไรรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งรีบแก้ไขปัญหาจัดตั้งหน่วยงานเพื่อมาซื้อสินทรัพย์ บสท. เพื่อที่จะนำไปจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรให้มีที่ทำกิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มชาวบ้านที่มาบุกรุกที่ดิน บสท. หรือขึ้นทะเบียนกับสภาเครือข่ายฯ จะได้รับสิทธิการมีที่ทำกินก่อน ซึ่งการเป็นลิดรอนสิทธิ และขณะนี้ยอมรับว่าเกิดปัญหามีคนมาซื้อที่ดินเปล่า บสท. เพื่อทำการเกษตรปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ก็ไม่กล้าเข้ามาซื้อ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาเจอชาวบ้านบุกรุกที่ดิน ก็ต้องขอคืนการซื้อที่ดินจาก บสท.
ปัจจุบัน บสท.มีที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมอยู่ทั่วประเทศ ถ้าเป็นพื้นที่เนื้อใหญ่เป็นขนาด 100200 ไร่ สามารถทำปฏิรูปเกษตรกรรมได้ก็มีประมาณ 2 หมื่นไร่ คิดเป็นมูลค่า 1,0001,500 ล้านบาท ซึ่งได้มีการหารือกับกระทรวงการคลังเสนอนำที่ของ บสท. ทำประโยชน์ เพราะรัฐบาลกำลังผลักดันนโยบายธนาคารที่ดิน และจัดตั้งองค์กรมหาชนที่ดูแล และมีการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร เมื่อ บสท. มีที่ดินก็ต้องประสานกับกระทรวงการคลัง
การที่เข้าไปรุกล้ำที่ทางราชการ มีความผิดทางกฎหมายอาญา ซึ่งขอให้ประชาชนอย่าใจร้อน เพราะ บสท. กำลังจะประสานกับรัฐบาลที่จะนำที่ดินว่างเปล่าไปเข้าโครงการธนาคารที่ดิน บางคนอาจจะคิดว่าเข้าไปก่อน ยึดพื้นที่ไว้ก่อน พอรัฐบาลจัดโครงการขึ้นมา 23 ปี น่าจะได้สิทธิก่อน ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะถ้าเข้าไปตอนนี้ บสท. จะฟ้องอาญา ขับไล่
“
อย่าใจร้อน อย่ามาครอบครองที่ดิน บสท.โดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แล้วให้รอนโยบายรัฐบาล ซึ่งเท่าที่ทราบรัฐบาลก็เร่งดำเนินการอยู่” นางจุไรรัตน์ กล่าวอย่างไรก็ตามล่าสุดบสท.ได้ประสานงานกับ สปก.ในการขายที่ดินที่เขาย้อย จ.เพชรบุรี จำนวน 3,500 ไร่ ราคาไร่ประมาณ 50,000 บาท มูลค่าประมาณ 175 ล้านบาท ซึ่งสปก.จะนำไปจัดสรรให้เกษตรทำมาหากิน
อีกภารกิจสำคัญหนึ่ง คือ การเตรียมการยุบเลิก บสท. ให้เสร็จภายในวันที่ 8 มิ.ย. 2554 ซึ่งเหลือระยะเวลาเพียง 10 เดือนเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ยังคงเป็นไปตามแผนการทั้งหมด มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญนิดหนึ่งคือว่า จากเดิมจะมีการจัดกองสินทรัพย์ขายให้เรียบร้อยก่อนปิด บสท. แต่สำนักงานกฤษฎีกาได้มีการตีความมาแล้วว่า บสท.ไม่สามารถที่จะขายสิทธิเรียกร้องลูกหนี้จากการปรับโครงสร้างหนี้ได้ก่อน ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการชำระบัญชี
ดังนั้นจะต้องมีการจัดทำร่างกฎหมายแต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชี บสท. และแนวทางการจัดการขายสินทรัพย์ทั้งหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) หลังจากการปิด บสท. จะเป็นอำนาจดุลยพินิจของคณะกรรมการชำระบัญชี ไม่ใช่ บสท.
“
ขณะนี้ บสท. ได้มีการยกร่างพระราชกฤษฎีกา ยุบเลิก บสท.เสร็จแล้ว ซึ่งสาระสำคัญจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชี 8 คน ซึ่งได้ส่งร่าง พ.ร.ฎ.ไปให้ รมว.คลัง แล้ว เพื่อนำเสนอต่อ ครม. ให้ทันก่อนวันที่ 8 มิ.ย. 2554 เวลา 16.00 น. กรรมการ บสท. หมดวาระหมดอำนาจหน้าที่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเร่งทำให้เสร็จทัน เราตั้งใจว่าถ้า พ.ร.ฎ. ดำเนินการแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกของปี 2554 น่าจะเสร็จเรียบร้อย จะได้ไม่มีสุญญากาศระหว่างทาง จะได้ทำงานต่อเนื่อง” จุไรรัตน์ กล่าวพร้อมกันนี้ บสท.ได้มีการกันเงินสำรองเพื่อการชำระบัญชีและต่อสู้คดี ประมาณ 2,000 ล้านบาท โดนแบ่งเป็นเงิน 1,200 ล้านบาทเพื่อการต่อสู้คดี ซึ่งมีคดีแพ่งประมาณ 200 คดี ส่วนที่เหลือ 600800 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินการชำระบัญชี
ขณะเดียวกัน บสท. ได้จัดทำแบบร่างการจัดการสินทรัพย์ของ บสท. ให้คณะกรรมการชำระบัญชีได้ดำเนินการงานต่อได้ทันที่จะไม่ได้เกิดสุญญากาศในการทำงาน เพราะคณะกรรมการชำระบัญชีต้องสะสางบัญชีของ บสท. ให้เสร็จภายใน 2 ปีตามกฎหมายกำหนด
จุไรรัตน์ กล่าวว่า ในแง่การบริหารการจัดการเอ็นพีเอ บสท.จะมีการจัดงานมหกรรมขายเอ็นพีเอไปเรื่อยๆ จะเน้นการขายสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ เช่น มหกรรมช็อกไพรซ์ เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการเปิดขายประมูลไปทั้งล็อต
บสท.ได้มีการจัดเกรดสินทรัพย์รอการขายใหม่ (เอ็นพีเอ) โดยได้ให้ผู้ประเมินราคาอิสระอย่างน้อย 2 รายมาประเมินราคาสินทรัพย์ให้เป็นปัจจุบันไม่เกิน 1 ปี และมีการจัดจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาดูเรื่องการประเมินให้มีความโปร่งใสเป็นธรรมมากที่สุด และมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อจัดเกรดสินทรัพย์รอการขาย คณะอนุกรรมการนี้จะประกอบด้วย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย และผู้ทรงวุฒิ โดยมาจัดเกรดสินทรัพย์เป็น ABCD เพื่อจะมีการจัดแคมเปญแต่ละเกรดสินทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะมีการกำหนดแนวทางหลักเกณฑ์ให้เสร็จประมาณเดือน ก.ย.นี้
สำหรับลูกหนี้เอ็นพีแอลที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ได้มีการจัดทำแบ่งกลุ่มให้เรียบร้อย เมื่อคณะกรรมการชำระบัญชีเข้ามาสามารถจะดำเนินการจัดประมูลขายได้ทันที โดยก่อนหน้าที่ บสท. เสนอให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท ประมูลซื้อสินทรัพย์และมีเงื่อนไขให้รับพนักงานของ บสท.ไปด้วย แต่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการชำระบัญชีจะเห็นด้วยกับวิธีการนี้หรือไม่ นางจุไรรัตน์กล่าวถึง แนวทางการบริหารจัดการพนักงานจำนวน 300 คนหลังจากยุบเลิก บสท. จากเดิมที่ แผนการจัดการด้านพนักงานมีเงื่อนไขสัญญากับบสก.กับบสส.ว่าซื้อทรัพย์บสท.ต้องเอาพนักงงานบสท.ไปด้วย แต่ขณะนี้เราไม่รู้คณะกรรมการชำระบัญชีจะมีแนวทางสินทรัพย์บสท.อย่างไร แต่ก็เสนอให้คณะกรรมการให้มีเงื่อนไขการรับดูแลพนักงานไปกับขายประมูลขายสินทรัพย์ของบสท.ด้วย และการวางขั้นตอนการทำงานของบสท.หลงจากยุบเลิกจะสอดรับการแต่งตั้งคณะกรรมกรชำระบัญชีจะทำให้ทำงานได้ต่อเนื่องไม่ต้องสะดุด ทั้งพนักงงาน ลูกหนี้ จะได้ทำงานประสานสอดรับกันไปได้เลยไม่ต้องมีการสะดุด
“อาจจะมีส่วนหนึ่งที่พนักงานบสท.จะต้องหางานใหม่ คือ บสก.กับบสส.สุขุมวิท ไม่สามารถรับพนักงานได้ทั้งหมด เรามีการเตรียมการประสานงานกับสถาบันการเงินหลายแห่ง เพื่อที่จะให้มารับพนักงานบสท. ซึ่งเราจะถามความคิดเห็นกับพนักงานบสท.ก่อนว่าสนใจไหม ที่จะส่งประวัติการทำงานให้ธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทต่างๆเลือก” ในขณะเดียวกันก็จะหลังจากปิดบสท.จะมีการจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย แต่ยังไม่มีเงินพิเศษ ซึ่งหากมีผลกำไรที่ดีก็อาจจะมีเงินพิเศษให้กับพนักงาน ถ้าเราทำได้ตามเป้าหมายและดีกว่าขึ้น ค่อนข้างมั่นใจว่าเราสามารถทำได้ดีกว่าเป้าหมาย และขึ้นอยู่กับการประมูลขายสินทรัพย์ล็อตสุดท้ายให้บสก.และบสส. พยายามที่จะเร่งเก็บเงินเงินให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการขายเอ็นพีเอหรือการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้บสท.สามารถไถ่ถอนเงินได้หมด โดยไม่เป็นภาระของผู้อาวัลหากถามว่ารัฐบาลควรจะมีบริษัทบริหารหนี้เสีย(เอเอ็มซีแห่งชาติ)หรือไม่







