posttoday
จุไรรัตน์ ปันยารชุน รื้อขวากหนามบสท.ก่อนปิดฉาก

จุไรรัตน์ ปันยารชุน รื้อขวากหนามบสท.ก่อนปิดฉาก

23 สิงหาคม 2553

..ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

นับเวลาถอยหลังเหลือเวลาอีก 10 เดือน หรือ มิ.ย. 2554 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ในฐานะเอเอ็มซีแห่งชาติ จะเสร็จภารกิจในการสะสางหนี้เน่าของประเทศไทย หลังจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ บสท.รับบทหนักแบกรับโอนบัญชีลูกหนี้เน่าจากสถาบันการเงินกว่า 7 แสนล้านบาทมา

ภารกิจหลักของทีมบริหาร “จุไรรัตน์ ปันยารชุน” กรรมการผู้จัดการ บสท. ที่เพิ่งเริ่มมารับตำแหน่ง 3 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงต้องมาปิดบัญชี บสท. จำหน่ายถ่ายโอนสินทรัพย์ที่ยังคงค้าง ชำระเงินคืนสถาบันการเงินที่โอนหนี้มาให้ ยังต้องเจอมรสุมปัญหา กลุ่มเครือข่ายประชาชน 4 ภาคประกาศบุกยึดที่ดิน บสท. 39 จังหวัด 5 แสนไร่

จุไรรัตน์ ยอมรับว่า หนักใจกับปัญหาที่กลุ่มชาวบ้านบุกรุกที่ดิน บสท. และมีการล้อมโรงพักอำนาจเจริญเพื่อที่จะให้ปล่อยตัวแกนนำที่เข้าไปบุกรุกที่ดินของ บสท. แต่ก็เป็นเรื่องของตำรวจและฝ่ายบริหารการปกครองต้องดำเนินการตามหน้าที่ เนื่องจาก บสท.ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินการกับผู้ที่บุกรุกที่ดินของ บสท.

“ทุกคนก็ต้องทำตามหน้าที่ ตำรวจก็ทำตามหน้าที่ ทำตามกฎหมาย เพราะบ้านเมืองมีกฎหมาย ก็เห็นใจตำรวจและผู้ว่าราชการจังหวัดรวมถึงนายอำเภอต่างๆ ที่ทำตามหน้าที่อย่างดีที่สุด ซึ่ง บสท. เองก็ต้องทำตามหน้าที่ แม้ บสท. เป็นองค์กรของรัฐ แต่ทรัพย์สินไม่ใช่ของรัฐ เพราะที่ดินของ บสท. ได้รับโอนมาจากสถาบันการเงินในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 25402543 จะต้องขายเอาเงินคืนเจ้าหนี้ แม้ว่าที่ดินเปล่ารกร้างมาก 10 ปี ก็เพราะอยู่ในขั้นตอนฟ้องร้องการบังคับคดีตามกฎหมายขั้นตอนกฎหมาย และที่ดินส่วนใหญ่ไม่ใช่ที่ดินที่ทำการเกษตร แต่เป็นที่ดินเพื่อนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันของลูกหนี้พาณิชยกรรม” จุไรรัตน์ กล่าว

หญิงแกร่งแห่ง บสท. มองว่า กลุ่มชาวบ้านเข้าผิดช่องทาง ถ้าต้องการที่ดินทำกินต้องติดต่อหน่วยงานของรัฐ ไปแจ้งขึ้นทะเบียนกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งมีหน้าที่จัดหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร หากมีการเจรจาซื้อขายที่ดินรัฐต่อรัฐก็จะได้ราคาพิเศษ ไม่ใช่เข้ามาบุกรุกที่ดิน บสท. เพราะผิดกฎหมาย

บสท.ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด ได้มีการแจ้งคณะกรรมการ บสท. ซึ่งกระทรวงการคลังและรัฐบาลก็ทราบปัญหา และเห็นด้วยกับแนวทางการที่ บสท.ดำเนินการ คือการดำเนินการตามกฎหมาย การแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้อง และหลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองจะต้องดำเนินการ ซึ่งปัญหาจะบานปลายหรือไม่นั้นไม่ทราบ

จุไรรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งรีบแก้ไขปัญหาจัดตั้งหน่วยงานเพื่อมาซื้อสินทรัพย์ บสท. เพื่อที่จะนำไปจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรให้มีที่ทำกิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มชาวบ้านที่มาบุกรุกที่ดิน บสท. หรือขึ้นทะเบียนกับสภาเครือข่ายฯ จะได้รับสิทธิการมีที่ทำกินก่อน ซึ่งการเป็นลิดรอนสิทธิ และขณะนี้ยอมรับว่าเกิดปัญหามีคนมาซื้อที่ดินเปล่า บสท. เพื่อทำการเกษตรปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ก็ไม่กล้าเข้ามาซื้อ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาเจอชาวบ้านบุกรุกที่ดิน ก็ต้องขอคืนการซื้อที่ดินจาก บสท.

ปัจจุบัน บสท.มีที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมอยู่ทั่วประเทศ ถ้าเป็นพื้นที่เนื้อใหญ่เป็นขนาด 100200 ไร่ สามารถทำปฏิรูปเกษตรกรรมได้ก็มีประมาณ 2 หมื่นไร่ คิดเป็นมูลค่า 1,0001,500 ล้านบาท ซึ่งได้มีการหารือกับกระทรวงการคลังเสนอนำที่ของ บสท. ทำประโยชน์ เพราะรัฐบาลกำลังผลักดันนโยบายธนาคารที่ดิน และจัดตั้งองค์กรมหาชนที่ดูแล และมีการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร เมื่อ บสท. มีที่ดินก็ต้องประสานกับกระทรวงการคลัง

การที่เข้าไปรุกล้ำที่ทางราชการ มีความผิดทางกฎหมายอาญา ซึ่งขอให้ประชาชนอย่าใจร้อน เพราะ บสท. กำลังจะประสานกับรัฐบาลที่จะนำที่ดินว่างเปล่าไปเข้าโครงการธนาคารที่ดิน บางคนอาจจะคิดว่าเข้าไปก่อน ยึดพื้นที่ไว้ก่อน พอรัฐบาลจัดโครงการขึ้นมา 23 ปี น่าจะได้สิทธิก่อน ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะถ้าเข้าไปตอนนี้ บสท. จะฟ้องอาญา ขับไล่

“อย่าใจร้อน อย่ามาครอบครองที่ดิน บสท.โดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แล้วให้รอนโยบายรัฐบาล ซึ่งเท่าที่ทราบรัฐบาลก็เร่งดำเนินการอยู่” นางจุไรรัตน์ กล่าว

อย่างไรก็ตามล่าสุดบสท.ได้ประสานงานกับ สปก.ในการขายที่ดินที่เขาย้อย จ.เพชรบุรี จำนวน 3,500 ไร่ ราคาไร่ประมาณ 50,000 บาท มูลค่าประมาณ 175 ล้านบาท ซึ่งสปก.จะนำไปจัดสรรให้เกษตรทำมาหากิน

อีกภารกิจสำคัญหนึ่ง คือ การเตรียมการยุบเลิก บสท. ให้เสร็จภายในวันที่ 8 มิ.ย. 2554 ซึ่งเหลือระยะเวลาเพียง 10 เดือนเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ยังคงเป็นไปตามแผนการทั้งหมด มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญนิดหนึ่งคือว่า จากเดิมจะมีการจัดกองสินทรัพย์ขายให้เรียบร้อยก่อนปิด บสท. แต่สำนักงานกฤษฎีกาได้มีการตีความมาแล้วว่า บสท.ไม่สามารถที่จะขายสิทธิเรียกร้องลูกหนี้จากการปรับโครงสร้างหนี้ได้ก่อน ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการชำระบัญชี

ดังนั้นจะต้องมีการจัดทำร่างกฎหมายแต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชี บสท. และแนวทางการจัดการขายสินทรัพย์ทั้งหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) หลังจากการปิด บสท. จะเป็นอำนาจดุลยพินิจของคณะกรรมการชำระบัญชี ไม่ใช่ บสท.

“ขณะนี้ บสท. ได้มีการยกร่างพระราชกฤษฎีกา ยุบเลิก บสท.เสร็จแล้ว ซึ่งสาระสำคัญจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชี 8 คน ซึ่งได้ส่งร่าง พ.ร.ฎ.ไปให้ รมว.คลัง แล้ว เพื่อนำเสนอต่อ ครม. ให้ทันก่อนวันที่ 8 มิ.ย. 2554 เวลา 16.00 น. กรรมการ บสท. หมดวาระหมดอำนาจหน้าที่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเร่งทำให้เสร็จทัน เราตั้งใจว่าถ้า พ.ร.ฎ. ดำเนินการแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกของปี 2554 น่าจะเสร็จเรียบร้อย จะได้ไม่มีสุญญากาศระหว่างทาง จะได้ทำงานต่อเนื่อง” จุไรรัตน์ กล่าว

พร้อมกันนี้ บสท.ได้มีการกันเงินสำรองเพื่อการชำระบัญชีและต่อสู้คดี ประมาณ 2,000 ล้านบาท โดนแบ่งเป็นเงิน 1,200 ล้านบาทเพื่อการต่อสู้คดี ซึ่งมีคดีแพ่งประมาณ 200 คดี ส่วนที่เหลือ 600800 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินการชำระบัญชี

ขณะเดียวกัน บสท. ได้จัดทำแบบร่างการจัดการสินทรัพย์ของ บสท. ให้คณะกรรมการชำระบัญชีได้ดำเนินการงานต่อได้ทันที่จะไม่ได้เกิดสุญญากาศในการทำงาน เพราะคณะกรรมการชำระบัญชีต้องสะสางบัญชีของ บสท. ให้เสร็จภายใน 2 ปีตามกฎหมายกำหนด

จุไรรัตน์ กล่าวว่า ในแง่การบริหารการจัดการเอ็นพีเอ บสท.จะมีการจัดงานมหกรรมขายเอ็นพีเอไปเรื่อยๆ จะเน้นการขายสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ เช่น มหกรรมช็อกไพรซ์ เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการเปิดขายประมูลไปทั้งล็อต

บสท.ได้มีการจัดเกรดสินทรัพย์รอการขายใหม่ (เอ็นพีเอ) โดยได้ให้ผู้ประเมินราคาอิสระอย่างน้อย 2 รายมาประเมินราคาสินทรัพย์ให้เป็นปัจจุบันไม่เกิน 1 ปี และมีการจัดจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาดูเรื่องการประเมินให้มีความโปร่งใสเป็นธรรมมากที่สุด และมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อจัดเกรดสินทรัพย์รอการขาย คณะอนุกรรมการนี้จะประกอบด้วย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย และผู้ทรงวุฒิ โดยมาจัดเกรดสินทรัพย์เป็น ABCD เพื่อจะมีการจัดแคมเปญแต่ละเกรดสินทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะมีการกำหนดแนวทางหลักเกณฑ์ให้เสร็จประมาณเดือน ก.ย.นี้

สำหรับลูกหนี้เอ็นพีแอลที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ได้มีการจัดทำแบ่งกลุ่มให้เรียบร้อย เมื่อคณะกรรมการชำระบัญชีเข้ามาสามารถจะดำเนินการจัดประมูลขายได้ทันที โดยก่อนหน้าที่ บสท. เสนอให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท ประมูลซื้อสินทรัพย์และมีเงื่อนไขให้รับพนักงานของ บสท.ไปด้วย แต่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการชำระบัญชีจะเห็นด้วยกับวิธีการนี้หรือไม่ นางจุไรรัตน์กล่าวถึง แนวทางการบริหารจัดการพนักงานจำนวน 300 คนหลังจากยุบเลิก บสท. จากเดิมที่ แผนการจัดการด้านพนักงานมีเงื่อนไขสัญญากับบสก.กับบสส.ว่าซื้อทรัพย์บสท.ต้องเอาพนักงงานบสท.ไปด้วย แต่ขณะนี้เราไม่รู้คณะกรรมการชำระบัญชีจะมีแนวทางสินทรัพย์บสท.อย่างไร แต่ก็เสนอให้คณะกรรมการให้มีเงื่อนไขการรับดูแลพนักงานไปกับขายประมูลขายสินทรัพย์ของบสท.ด้วย และการวางขั้นตอนการทำงานของบสท.หลงจากยุบเลิกจะสอดรับการแต่งตั้งคณะกรรมกรชำระบัญชีจะทำให้ทำงานได้ต่อเนื่องไม่ต้องสะดุด ทั้งพนักงงาน ลูกหนี้ จะได้ทำงานประสานสอดรับกันไปได้เลยไม่ต้องมีการสะดุด

“อาจจะมีส่วนหนึ่งที่พนักงานบสท.จะต้องหางานใหม่ คือ บสก.กับบสส.สุขุมวิท ไม่สามารถรับพนักงานได้ทั้งหมด เรามีการเตรียมการประสานงานกับสถาบันการเงินหลายแห่ง เพื่อที่จะให้มารับพนักงานบสท. ซึ่งเราจะถามความคิดเห็นกับพนักงานบสท.ก่อนว่าสนใจไหม ที่จะส่งประวัติการทำงานให้ธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทต่างๆเลือก”

ในขณะเดียวกันก็จะหลังจากปิดบสท.จะมีการจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย แต่ยังไม่มีเงินพิเศษ ซึ่งหากมีผลกำไรที่ดีก็อาจจะมีเงินพิเศษให้กับพนักงาน ถ้าเราทำได้ตามเป้าหมายและดีกว่าขึ้น ค่อนข้างมั่นใจว่าเราสามารถทำได้ดีกว่าเป้าหมาย และขึ้นอยู่กับการประมูลขายสินทรัพย์ล็อตสุดท้ายให้บสก.และบสส. พยายามที่จะเร่งเก็บเงินเงินให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการขายเอ็นพีเอหรือการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้บสท.สามารถไถ่ถอนเงินได้หมด โดยไม่เป็นภาระของผู้อาวัล

หากถามว่ารัฐบาลควรจะมีบริษัทบริหารหนี้เสีย(เอเอ็มซีแห่งชาติ)หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย