
‘ณัฐนัย อนันตรัมพร’ อดีตสอนให้รู้หลักขายตัดขาดทุน
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ณัฐนัย อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม (ITEL)ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสงและศูนย์สำรองข้อมูล ถือเป็นนักธุรกิจที่มีอายุน้อยเพียง 29 ปี และนำพาบริษัทต่อยอดและฝ่าอุปสรรคต่างๆ มาได้ เช่นเดียวกับการบริหารการใช้เงิน ที่รู้จักใช้และหาเงินตั้งแต่อายุยังน้อย แม้ที่บ้านจะมีธุรกิจใหญ่ แต่จะให้ค่าใช้จ่ายพอดีกับในชีวิตประจำวัน ถ้าอยากมีเงินหรือได้ของใช้อื่นๆ เช่น เล่นเกมออนไลน์เพื่อที่ไปแปลงเป็นเงินจริงสมัยมัธยมศึกษา หรือร่วมหุ้นกับเพื่อนติดไฟรถซีนอนตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 จนสัมผัสกับเงิน 2 ล้านบาท
แต่ภาพการลงทุนกว้างมากขึ้นเมื่อไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างเรียนทำงานเป็นผู้จัดการโปรเจกต์ได้เงินมา 1.4 หมื่นเหรียญสหรัฐ ไปซื้อฟิวเจอร์ส ตอนนั้นดัชนีดาวโจนส์อยู่ที่ 9,000 จุด ที่ได้มาเพียง 2 สัญญา และมั่นใจว่าจะไปได้ต่อ ข้อดีที่นั่นคูณได้ 50 เท่า ต่างกับเมืองไทยที่คูณได้เพียง 10 เท่า เมื่อเงินต้นเพิ่มไปที่ 1.6-1.8 หมื่นเหรียญสหรัฐ ก็จะเอาเงินต้นที่มีอยู่ 1.4 หมื่นเหรียญสหรัฐมาเก็บไว้ก่อน เพราะคิดโอกาสที่เกิดกรณีแย่สุดก็ยังมี 1.4 หมื่นเหรียญสหรัฐติดตัว
พอได้เงินมาเรื่อยๆ เริ่มคึกคะนอง เหมือนเด็กเพิ่งจับเงิน เพราะตอนอยู่เมืองไทยไม่ได้มีเงินขนาดนี้ ซื้อรถไว้ขับ จนมีเงินใช้เพียงพอและมีเงินสดนำกลับไทยมา 30 ล้านบาท และกลับมาเล่นฟิวเจอร์สที่เมืองไทย และพอร์ตพุ่งไปถึง 100 ล้านบาท และจมดิ่งถึงติดลบหนักที่ 20 ล้านบาท ก่อนดัชนีรีบาวด์จนเหลือเงินทั้งหมดเพียงกว่า 1 แสนบาท จากนั้นก็หันหลังให้กับฟิวเจอร์สไปเลย
“บทเรียนครั้งนั้นเพราะไม่รู้จักขายตัดขาดทุนและถือสัญญาฟิวเจอร์สข้ามวัน ตอนนั้นเช้ามาเข้าฟิวเจอร์สเย็นมาเข้าโกลด์ฟิวเจอร์ส เมื่อลองฟิวเจอร์สไว้พอลงก็เข้าไปซื้อเพิ่มตลอด เพราะมั่นใจหุ้นจะไป 1,800 จุด จากตอนนั้นอยู่ที่ 1,500 จุด ตรงข้ามหุ้นดิ่งมาที่ 1,200 จุด พอเริ่มเห็นเงินหายไปเยอะคิดอะไรไม่ออก ทำให้ได้รู้ว่าถ้ามั่นใจบนพื้นฐานการลงทุนไม่น่าจะพลาด แต่ตอนนั้นเพราะความคึกคะนองแถมยังมองว่าตัวเองเคยทำได้สำเร็จที่สหรัฐมาแล้ว”
พอร์ตปัจจุบันมี 40 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้น 20 ล้านบาท ซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไว้เล็กน้อยเพื่อไว้ใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี และเก็บเป็นเงินสดกับตั๋วเงินระยะสั้น (บีอี) 5-15 ล้านบาท เพราะสามารถสลับสองส่วนนี้เพื่อให้เข้าออกง่าย แต่บีอีก็ต้องเลือกอายุประมาณ 6-9 เดือน อัตราผลตอบแทนประมาณ 4% เลือกแบ็กกราวด์ประวัติของผู้บริหารด้วย
“ณัฐนัย” เล่าให้ฟังว่า หลักเกณฑ์ในการเลือกหุ้นมาจากการดูปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก โมเดลธุรกิจต้องชัดเจน ไม่เลือกบริษัทที่ไปทำธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักมีแผนการลงทุนที่มีความเสี่ยง ส่วนตัวจะชอบบริษัทที่มีรูปแฟมิลี่บิซิเนส หรือ เติบโตมาจากธุรกิจครอบครัวคล้ายบริษัทเขา เพราะมองว่าผู้บริหารจะทุ่มเททำงานเต็มที่ และตอนนี้เพิ่มเข้ามาคือมีเป้าหมายขายตัดขาดทุนชัดเจน โดยจะบอกราคาที่เหมาะสมกับเจ้าหน้าที่การลงทุนไว้ ถ้าราคาต่ำถึงระดับนี้ให้ขายออกเลยไม่ต้องโทรมาถาม เพราะมองว่าถ้าปล่อยให้เงินจมไปก็เท่ากับขาดทุน แต่ถ้าราคาขึ้นไประดับใกล้เป้าหมายให้โทรมาถามอีกที ซึ่งส่วนใหญ่จะมองเป็นรายตัวไป ส่วนเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างน้อยประมาณ 5-10% ที่ไม่ตั้งไว้สูง เพราะเวลาหลักต้องรับผิดชอบคืองานที่บริษัท







