
'บีโอเจ' เบนเข็มนโยบาย ดันยิลด์เคิร์ฟหนุนเงินเฟ้อ
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ปรับแผนนโยบายการเงินผ่อนคลาย หลังการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.ที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ปรับแผนนโยบายการเงินผ่อนคลาย หลังการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยจะยังใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเดิม แต่จะมุ่งไปที่การควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระหว่างพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาว (ยิลด์เคิร์ฟ) โดยผลักดันผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวให้สูงขึ้น ด้วยการปรับโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล เพื่อสนับสนุนอัตราเงินเฟ้อให้ถึงเป้าหมายที่ 2% หรือมากกว่า
บีโอเจจะผลักดันให้อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี เพื่อให้ผลตอบแทนของพันธบัตรดังกล่าวเพิ่มขึ้นหรือไม่น้อยกว่าในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ราว 0% พร้อมยกเลิกอายุพันธบัตรเฉลี่ยที่เคยใช้เป็นแนวทางเดิมในการเข้าซื้อ โดยบีโอเจจะเข้าซื้อพันธบัตรอายุอื่นๆ ในวงเงินที่อาจจะมากหรือน้อยกว่าตามโครงการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวคิวอี) ที่ราว 80 ล้านล้านเยน/ปี (ราว 24 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ บีโอเจยังคงมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์อื่นๆ ทั้งกองทุนอีทีเอฟที่ 6 ล้านล้านเยน (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) แต่จะเพิ่มสัดส่วนการเข้าซื้ออีทีเอฟในดัชนีโทปิกซ์ ตลาดหุ้นโตเกียวเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ซื้ออีทีเอฟในดัชนีนิกเกอิ 225 มากที่สุด โดยนอกจากอีทีเอฟแล้ว บีโอเจยังคงมาตรการซื้อทรัสต์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่นที่ 9 หมื่นล้านเยน (ราว 2.9 หมื่นล้านบาท) รวมถึงตราสารหนี้ภาคเอกชนรวม 5.2 ล้านล้านเยน (ราว 1.7 ล้านล้านบาท)
ขณะเดียวกัน บีโอเจคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ ซึ่งบังคับใช้กับธนาคารพาณิชย์ที่ฝากเงินไว้กับธนาคารกลางเอาไว้ที่ลบ 0.1% อย่างไรก็ตาม ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ เปิดเผยว่า ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการขยายอัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบเพิ่มเติมออกไป
“บีโอเจจะเพิ่มการผ่อนคลายนโยบายโดยไม่มีความลังเลถ้าหากจำเป็น” คุโรดะ กล่าว
ตลาดให้แบงก์ชาติญี่ปุ่นสอบผ่าน
ภายหลังการเปิดเผยดังกล่าว ดัชนีโทปิกซ์ปรับขึ้นปิดตลาดแดนบวก 2.7% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. เช่นเดียวกับดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดตลาดบวก 1.9% เมื่อวันที่ 21 ก.ย.
ที่ผ่านมา ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงทันที 0.9% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ อยู่ที่ระดับช่วงกลางของ 102 เยน/เหรียญสหรัฐ จากระดับ 101 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับตัวขึ้นนำโดยภาคธนาคาร ซึ่งดัชนีโทปิกซ์ภาคธนาคาร 87 แห่ง ปรับขึ้นมากสุด 6.8% ซึ่งมากที่สุดตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. หลังปรับลงไป 1.6% ก่อนการเปิดเผยนโยบายของบีโอเจเมื่อวานนี้ โดยภายหลังการเปิดเผยของบีโอเจยังส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียอื่นๆ ปรับตัวขึ้นตามกัน
ด้านผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ยังปรับขึ้นจากลบ 0.005% เข้าสู่แดนบวก 0.005% หลังการเปิดเผยดังกล่าว เมื่อเทียบกับจุดต่ำสุดเมื่อเดือน ก.ค.ที่ลบ 0.3% เช่นเดียวกับผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปี ปรับขึ้น 0.02% เป็น 0.515% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 20 ปี เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยอยู่ที่ราว 0.415%
“นโยบายของบีโอเจสอบผ่านด้วยการไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม เป็นผลดีต่อภาคธนาคารและประกัน นโยบายของบีโอเจที่จะควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงทำให้ยิลด์เคิร์ฟชันขึ้น ได้รับผลตอบรับทางบวก” ฮิเดยูกิ อิชิกุโระ นักกลยุทธ์อาวุโสไดวาซีเคียวริตีส์ ในกรุงโตเกียว กล่าว
ยังรอสัญญาณจากเฟด
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่าก่อนหน้าการเปิดเผยนโยบายของบีโอเจ บางส่วนคาดการณ์ว่า บีโอเจจะคงมาตรการไปก่อนจนถึงการประชุมระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย. เพื่อรอแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะมีผลต่อความเคลื่อนไหวของค่าเงินเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน
แมนซูร์ โมฮี-อุดดิน นักกลยุทธ์จากธนาคารอาร์บีเอสในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า บีโอเจบอกว่าสามารถเดินหน้ากระตุ้นต่อไปได้ และแนวทางนโยบายใหม่ก็อนุญาตให้สามารถลดดอกเบี้ยติดลบมากขึ้น รวมถึงลดผลกระทบต่อนโยบายดอกเบี้ยติดลบต่อความสามารถในการทำกำไรของภาคธนาคารด้วยการใช้ยิลด์เคิร์ฟ
“เมื่อรวมกับแนวโน้มของเฟดที่จะขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี อัตราแลกเปลี่ยนเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าเทียบเงินเยนราว 105-110 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อพวกเราเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้” โมฮี-อุดดิน กล่าว
อย่างไรก็ตาม ชินสุเกะ ซาโตะ หัวหน้าฝ่ายซื้อขายค่าเงินของธนาคารสุมิโตโม มิตซุย เปิดเผยว่า มาตรการใหม่ของบีโอเจไม่ช่วยให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง เนื่องจากกระแสค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าจะไม่กลับมา หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยแค่ปีละครั้ง
ทั้งนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 102 คน พบว่า 98 คน ต่างคาดการณ์ว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม เฟดมีแนวโน้มที่จะส่งสัญญาณระยะเวลาและอัตราการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยเทรดเดอร์คาดความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. อยู่ที่ราว 50% ก่อนการเปิดเผยนโยบายของเฟด
“สิ่งสุดท้ายที่เฟดจะทำคือการสร้างความผันผวนในตลาดทุนด้วยการเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่” ทอร์สเตน สโลค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ธนาคารดอยช์แบงก์ กล่าว







