posttoday
FDA ทุ่มงบช่วยผู้ผลิต

FDA ทุ่มงบช่วยผู้ผลิต

21 กันยายน 2559

โดย...สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครลอสแองเจลิส และสคต.ชิคาโก

โดย...สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครลอสแองเจลิส และสคต.ชิคาโก

มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTM) ซึ่งประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น มีการใช้มาตรการ NTM กันอย่างเข้มงวดนั้น ล่าสุดสหรัฐกำลังทุ่มงบประมาณเพื่อให้ผู้ผลิตภายในรัฐต่างๆ ของสหรัฐศึกษากฎระเบียบที่จะประกาศใช้เป็นกฎหมายใหม่ ในการดูแลคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นการรับมือเตรียมความพร้อมกับการใช้มาตรการทางการค้าที่มีเพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครลอสแองเจลิส ได้รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) จะออกกฎหมายฉบับใหม่ ชื่อ Food Safety Modernization ACT (FSMA) ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการควบคุมและป้อง กันความปลอดภัยอาหารคนและสัตว์ การควบคุมผักผลไม้สด การกำหนดโปรแกรมตรวจสอบผู้ผลิตและส่งออกในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา FDA ได้มอบเงินสนับสนุน 21.8 ล้านเหรียญสหรัฐ แก่ 42 รัฐ โดยจะให้เงินสนับสนุนตามตัวเลขการเติบโตของผลผลิตในแต่ละรัฐ จุดประสงค์เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือให้ผู้ผลิตพัฒนาข้อมูลและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นในการดำเนินตามกฎหมายฉบับใหม่ โดยเงินสนับสนุนจะนำไปใช้ในการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ เพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคและกำจัดเก็บสินค้าคงคลังในฟาร์ม การตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยในการปลูกผักและผลไม้ใช้เป็นค่าคอมมิชชั่นให้แก่เจ้าหน้าที่ FDA ที่ตรวจสอบในกิจกรรมต่างๆ

กฎหมายฉบับใหม่นี้ FDA จะบังคับให้ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารไปสหรัฐต้องจดทะเบียนโรงงานกับ FDA และจะต้องต่ออายุทะเบียนทุกๆ 2 ปี ส่วนตัวสินค้าบรรจุแบบอัดลม (Air tight) เช่น อาหารกระป๋อง จะต้องจดทะเบียน Food Canning Establishment (FCE Number) และยังกำหนดระเบียบฉลากสินค้า ประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ 3 ประการ คือ คุณค่าโภชนาการ (Nutrition) แหล่งกำเนิดสินค้า และการแจ้งส่วนผสมอาหาร

ขณะเดียวกัน ทางสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ชิคาโก รายงานว่า FDA ได้ประกาศกฎระเบียบสุดท้าย (Final Rule) สั่งแบนส่วนผสม 19 ชนิด ซึ่งโดยปกติใช้ในการผลิตสบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย เนื่องจากผู้ผลิตไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าการใช้ส่วนผสมดังกล่าวมี ความปลอดภัยต่อการใช้ประจำวันในระยะยาวและได้ผลดีกว่าการใช้สบู่ธรรมดากับน้ำในการป้องกันเชื้อโรค และการขยายการติดเชื้อบางชนิด

การออกกฎระเบียบดังกล่าว ทำให้บริษัทผลิตสบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อ จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและมีเวลา 1 ปี ในการกำจัดสินค้า/ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมดังกล่าว ซึ่งมีวางจำหน่ายตามเคาน์เตอร์ นอกจากนี้ FDA ได้แจ้งว่า สัดส่วน 40% ของสบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีวางจำหน่ายในตลาด มีส่วนผสมหนึ่งชนิดหรือมากกว่าในจำนวน 19 ชนิด ที่สั่งห้าม เช่น  Cloflucarban, Fluorosalan, Hexachlorophene, Hexylreso rcinol, Iodophors, Which are iodine-containing ingredients, Iodine complex of phosphate ester of alkylaryloxy polyethylene glycol เป็นต้น

รายงานยังระบุว่า กฎระเบียบดังกล่าวใช้กับสบู่เหลว (Liquid Soaps) สบู่ก้อน (Bar Soaps) และสบู่เหลวอาบน้ำ (Body Wash) ซึ่งผลิตเพื่อใช้ล้างกับน้ำและจำเป็นต้องชะล้างออก และมุ่งการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมีส่วนผสมชนิดใดชนิดหนึ่งในจำนวน 19 ชนิด ที่ระบุไว้ โดยกฎระเบียบไม่ได้รวมถึงน้ำยาล้างมือ (Hand Sanitizers) หรือแผ่นเช็ดมือ (Wipes) ที่ไม่ต้องใช้ล้างกับ
น้ำหรือผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ใช้เพื่อการรักษาพยาบาล จะเห็นได้ว่าการออกมาตรการของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยอย่างสหรัฐมีการออกกฎระเบียบถี่ขึ้นและเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกไปตลาดสหรัฐต้องติดตามกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด เพื่อปฏิบัติตามมาตรการที่ออกมาให้สามารถส่งออกไปสหรัฐได้ต่อไป

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี