
3แบงก์ใหญ่จีนลุย เร่งระบายหนี้เสีย
3 แบงก์ใหญ่จีนเร่งระบายหนี้เสียรอบใหม่กว่า 2 หมื่นล้านบาท ซีแอลเอสเอเตือนธนาคารเงาทำเจ๊ง 13 ล้านล้านบาท
3 แบงก์ใหญ่จีนเร่งระบายหนี้เสียรอบใหม่กว่า 2 หมื่นล้านบาท ซีแอลเอสเอเตือนธนาคารเงาทำเจ๊ง 13 ล้านล้านบาท
บลูมเบิร์กรายงานอ้างแถลงการณ์ของธนาคารว่า ธนาคารไอซีบีซี ธนาคารเพื่อการก่อสร้างของจีน (ซีซีบี) และธนาคารเมอร์แชนท์ แบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่สุดของจีน 3 แห่ง จะขายสินทรัพย์ซึ่งมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันอีกครั้งราว 4,000 ล้านหยวน (ราว 2 หมื่นล้านบาท) นับตั้งแต่วันที่ 20-26 ก.ย.
ทั้งนี้ มูลค่าการขายหลักทรัพย์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากโครงการนำร่องเมื่อเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นความพยายามของรัฐบาลจีนในการลดหนี้เสียในภาคธนาคาร ซึ่งเป็นการนำหนี้เสียมาแปลงเป็นหลักทรัพย์ แล้วเสนอขายโดยลดราคาลงจากมูลค่าหน้าตราสาร โดยการเสนอขายหลักทรัพย์ดังกล่าวครั้งล่าสุดช่วยลดหนี้เสียให้ธนาคารจีนหลายแห่งถึง 1.23 หมื่นล้านหยวน (ราว 6.4 หมื่นล้านบาท)
บลูมเบิร์กรายงานว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) เตือนธนาคารจีนว่าอาจเผชิญภาวะวิกฤตภายใน 3 ปี เนื่องจากปล่อยสินเชื่อมากเกินไป
อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากรัฐบาลจีนระบุว่า สัดส่วนหนี้เสียของภาคธนาคารจีนยังคงอยู่ที่ 1.75% ในไตรมาส 2 ของปี หลังปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 3 ปี โดยเครื่องมือในการลดภาระหนี้และหนี้เสีย ประกอบด้วย แผนการแปลงหนี้เป็นทุนในบริษัทต่างๆ
ก่อนหน้านี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งประเทศจีน ธนาคารแบงก์ออฟไชน่า และธนาคารเมอร์แชนท์ แบงก์ ได้ขายหลักทรัพย์ที่ค้ำโดยเอ็นพีแอลไปแล้ว 4,000 ล้านหยวน (ราว 2 หมื่นล้านบาท)
ขณะเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์ซีแอลเอสเอ เปิดเผยว่า ภาคธนาคารเงาของจีนอาจสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าถึง 2.5 ล้านล้านหยวน (ราว 13 ล้านล้านบาท) ขณะที่คาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้เสียจากภาคธนาคารเงาอยู่ที่ 16.4% หรือ 4.2 ล้านล้านหยวน (ราว 21 ล้านล้านบาท)
ก่อนหน้านี้ ในเดือน พ.ค. ซีแอลเอสเอ คาดการณ์ว่าหนี้เสียจากการปล่อยเงินกู้ทั่วไปของภาคธนาคารจีน มีแนวโน้มสูงกว่าตัวเลขทางการอย่างน้อย 9 เท่า ซึ่งอาจทำให้ภาคธนาคารสูญเงินถึง 1 ล้านล้านหยวน (ราว 5.2 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ ซีแอลเอสเอ ระบุว่า สัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของจีน (จีดีพี) อาจพุ่งขึ้นแตะ 321% ในปี 2020 จากที่ระดับ 261% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้







