
The Rise of Silver Age (2)
โดย...อิสระ วงศ์รุ่ง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
โดย...อิสระ วงศ์รุ่ง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
ตามข้อมูล ณ ปัจจุบัน ที่ประชากรผู้สูงอายุสามารถดำรงชีพในชีวิตประจำวันได้ด้วยเงินเก็บสะสมที่หาเลี้ยงชีพได้สมัยยังสามารถทำงาน หรืออยู่ได้ด้วยเงินบำนาญ เป็นต้นนั้น มีอัตราเพียง 15% ของประชากรผู้สูงอายุเท่านั้น ที่สามารถมีเงินสำหรับดำรงชีพจากเงินสะสมดังกล่าว
ที่เหลืออีก 85% ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้หากไม่ได้เงินสนับสนุน เช่น จากลูกหลาน หรือสวัสดิการจากทางภาครัฐ ที่สนับสนุนค่าครองชีพให้กลุ่มประชากรผู้สูงอายุดังกล่าวให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ถึงแม้จะไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีอีกบางส่วนที่ยังคงต้องทำงานหาเลี้ยงชีพตนเอง ถึงแม้จะเข้าสู่วัยที่ควรจะต้องพักผ่อนแล้วก็ตาม เนื่องจากไม่ได้สะสมเงินไว้ตั้งแต่ยังสามารถทำได้ ทำให้มีรายได้ไม่พอต่อการดำรงชีพ จะเห็นได้ว่าจากตัวเลขดังกล่าว กลุ่มประชากรผู้สูงอายุในปัจจุบันไม่ได้มีโอกาสในการวางแผนทางการเงินแต่เนิ่นๆ หรือไม่มีการให้บริการที่จะช่วยประชากรเหล่านี้ให้สามารถวางแผนทางการเงินเพื่อให้มีรายได้ไว้ใช้สอยในชีวิตหรือดำรงชีพประจำวัน เมื่อถึงวันที่ต้องเกษียณอายุหรือไม่ได้ทำงานหาเลี้ยงชีพแล้ว
สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนหรือเจ้าของธุรกิจที่อยู่ในฐานภาษีที่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีเงินได้ประจำปี มีความโชคดีอยู่บ้างที่ในปัจจุบันมีนโยบายและทางเลือกในการลงทุนเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามเกษียณ มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เอื้อประโยชน์ต่อการมีเงินและรายได้สำหรับการดำรงชีพ เช่น RMF, LTF ประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นต้น รวมถึงกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ก็ยังมีเงินบำเหน็จบำนาญไว้ใช้สอยดำรงชีพ
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ทางการเงินดังกล่าว ส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จเนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่จูงใจด้วยการมีมาตรการลดหย่อนภาษีเป็นหลัก แต่น้อยนักที่จะลงทุนเพื่อคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการนำเงินลงทุนเหล่านี้มาเป็นรายได้ในการดำรงชีพประจำวัน ซึ่งการที่จะทำการดังกล่าวจำเป็นต้องมีการวางแผนทางการเงินเป็นอย่างดี
ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันผมอายุ 48 ปี เหลือเวลาทำงานก่อนเกษียณอีก 12 ปี ผมต้องคำนวณดูว่าเมื่อถึงวันที่ผมไม่ได้ทำงานแล้ว ผมจะมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพประจำวันต่อเดือนประมาณเท่าไร โดยที่ไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากผู้อื่น ด้วยสมมติฐานที่ผมยังไม่ได้เริ่มสะสมเงินไว้ใช้ยามเกษียณเลย
หากประมาณการว่าผมมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพต่อเดือนคร่าวๆ ประมาณเดือนละ 3-4 หมื่นบาท ในอีก 12 ปีข้างหน้า ซึ่งจะประกอบไปด้วย ค่าอาหาร ค่ารักษาสุขภาพ ค่าสาธารณูปโภค รวมถึงบางส่วนกันไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน ผมต้องคำนวณดูว่าในแต่ละเดือนตอนนี้ต้องเริ่มสะสมเดือนละเท่าไร และผลตอบแทนในการลงทุนขั้นต่ำควรอยู่ที่ประมาณเท่าไร เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผมจะมีเงินเพียงพอต่อการดำรงชีพตามที่ผมได้ประมาณการไว้
ดังนั้น เมื่อผมเกษียณอายุและไม่ทำงานแล้ว ผมจะอยู่ได้อย่างสบายและไม่เดือดร้อน ซึ่งสำหรับประชาชนทั่วไปต้องอาศัยผู้มีความเชี่ยวชาญเพื่อช่วยในการวางแผนทางการเงิน ดังนั้นในฐานะของสถาบันการเงิน จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการมีส่วนช่วยในการวางแผนทางการเงินดังกล่าว รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถเก็บสะสมเงินและเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ
ซึ่งจากผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันถือได้ว่ามีทางเลือกให้ประชาชนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับนานาประเทศที่มีทางเลือกในการลงทุนมากกว่า ฉบับหน้าผมจะยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์และบริการที่น่าจะช่วยให้กลุ่มผู้เกษียณอายุสามารถมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพยามเกษียณได้ต่อไป







