posttoday

"หัวเว่ย" ฮึดรุกแท็บเล็ต ทุ่มงบเจาะตลาด

20 กันยายน 2559

หัวเว่ยฯ สบช่องตลาดโลกแท็บเล็ตหดตัว โหมรุกด้วยงบ 2 เท่า หวังสิ้นปีมีแชร์เพิ่มเป็น 5%

หัวเว่ยฯ สบช่องตลาดโลกแท็บเล็ตหดตัว โหมรุกด้วยงบ 2 เท่า หวังสิ้นปีมีแชร์เพิ่มเป็น 5%

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ บริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ตลาดแท็บเล็ตทั่วโลกมีการหดตัวลงถึง 12% และหลายแบรนด์ถอนตัวจากตลาดนี้ จึงเป็นโอกาสของหัวเว่ยในการกลับมาสานต่อหลังมีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกกว่า 5.6%

ก่อนหน้านี้ หัวเว่ยทำตลาดแท็บเล็ตรุ่น MediaPad T1 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ราคา 3,590 บาท รองรับเฉพาะ 3จี เป็นรุ่นที่มีการตอบรับดีมาก จนทำให้บริษัทชิงส่วนแบ่งตลาดแท็บเล็ตได้มากขึ้น และเชื่อว่าการนำสินค้าเข้ามาเพิ่มอีก 2 รุ่น คือ MediaPad M3 เจาะกลุ่มพรีเมียมในช่วงราคาหลักหมื่นบาท และ MediaPad T2 รองรับ 4จี ราคาต่ำกว่า 5,000 บาท เพื่อเร่งการจับจ่ายในช่วงปลายปีจะช่วยให้ยอดขายเพิ่มได้

อย่างไรก็ตาม แม้กระแสสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่จะมากลบกระแสความต้องการแท็บเล็ตลง แต่หากมองในภาพเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐด้านดิจิทัล บริษัทมั่นใจว่ายังมีกลุ่มลูกค้าที่นำเครื่องไปใช้งานในเชิงธุรกิจและไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง

“การเพิ่มจำนวนสินค้าเข้าไปในตลาดจะช่วยให้บริษัทรักษาฐานในตลาดได้ ซึ่งหัวเว่ยได้ตั้งเป้าแท็บเล็ตในไทยไว้ 2 ดิจิต เพราะเห็นทิศทางการเติบโตที่ดี”นายทศพร กล่าว

สำหรับภาพรวมตลาดแท็บเล็ตในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 5 แสนเครื่อง เฉลี่ยทุกแบรนด์ขายรวมกัน 4.5 หมื่นเครื่อง/เดือน หัวเว่ยคาดว่าภาพรวมตลาดในปีนี้จะใกล้เคียงกัน บริษัทจึงได้ทุ่มงบมากกว่ารุ่น P9 ถึง 2 เท่าหวังช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของภาพรวมธุรกิจแตะ 5% ให้ได้ในสิ้นปีนี้

“ตอนทำตลาดสมาร์ทโฟนรุ่น P9 หัวเว่ยใช้งบกว่า 120 ล้านบาท เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ส่วนการเพิ่มงบจะช่วยให้บริษัทมีรายได้ตลาดแท็บเล็ตโตไปคู่กับสมาร์ทโฟน”

อย่างไรก็ตาม หัวเว่ยยังคงใช้กลยุทธ์ในการทำตลาดร่วมกับโอเปอเรเตอร์ทุกค่าย เพราะแต่ละค่ายมีฐานลูกค้าในมือและโปรโมชั่นที่แตกต่างกันในการดึงดูดลูกค้า

ด้านสัดส่วนลูกค้าที่ใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของหัวเว่ยจะมีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 50% เท่ากัน โดยสมาร์ทโฟนขนาด 5.5-6 นิ้ว กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก ในขณะที่แท็บเล็ตขนาด 8.4 นิ้ว ก็น่าจะเป็นที่นิยมเช่นกัน

แม้ว่าจะมีกระแสเครื่องของคู่แข่งมีปัญหา หัวเว่ยยังเชื่อว่าการลงทุนทำวิจัยตลาดอย่างต่อเนื่องของบริษัทจะช่วยให้สินค้ามีคุณภาพและตรงกับความต้องการของตลาด รวมทั้งบริษัทมีแผนการตลาดที่ชัดเจนทำให้กระแสตอบรับในสมาร์ทโฟนดีขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ หัวเว่ยได้ทำการวิจัยตลาดเกี่ยวกับภาพลักษณ์และชื่อเสียงของบริษัทว่าเป็นที่รู้จักมากน้อยแค่ไหน ซึ่งแบรนด์หัวเว่ยเริ่มเป็นที่รู้จักแล้วถึง 65% และตั้งเป้าในสิ้นปีนี้หัวเว่ยจะต้องเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นถึง 85% ทั้งในเรื่องสินค้าและบริการ

ข่าวล่าสุด

พรรคกล้าธรรมเปิดเวทีนครสวรรค์ ชูนโยบายที่ดิน–ราคาเกษตรเป็นธรรม