
โอกาสหุ้นไปต่อจำกัด
โดย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
โดย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นฟื้นตัวทางเทคนิค เด้งกลับมาครึ่งทางของที่ร่วงแรงก่อนหน้านั้น
นักลงทุนกลับมามั่นใจว่า เฟดจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.นี้ แม้ดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ดีด 0.2% ในเดือน ส.ค. จากเดือนก่อนหน้า สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.1%
อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจสหรัฐในภาพรวมทำให้มีโอกาส 50:50 ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.
นอกเหนือจากการประชุมเฟด นักลงทุนควรจับตาการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 20-21 ก.ย.ด้วยเช่นกัน โพลนักวิเคราะห์ที่จัดทำโดยหนังสือพิมพ์นิกเกอิคาดการณ์ว่า BOJ จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก และคาดว่า BOJ จะเดินหน้าใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบอย่างต่อเนื่อง
การ Rebalance ของดัชนี FTSE ได้ผ่านไปแล้วเมื่อวันที่ 16 ก.ย. โดยรอบนี้ตลาดหุ้นไทยได้รับการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาถึงกว่า 4 หมื่นล้านบาท
ระยะสั้น SET มีโอกาสยืดช่วงการฟื้นตัวทางเทคนิค แต่จะติดแนวต้านแถว 1,480 และ 1,500 จุด ตามลำดับ แต่มองเป็นจังหวะขายทำกำไร ภาพระยะสัปดาห์ยังมีโอกาสพักฐาน
ค่าพีอีตลาดหุ้นไทยที่ใช้ประมาณกำไรปีนี้อยู่ที่ 16 เท่า ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 52-59 ที่ 13.2 เท่า แม้ใช้ประมาณการปีหน้าที่คาดว่ากำไรจะโต 10% ค่าพีอีจะอยู่ที่ 14.7 เท่า ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ถูก ในสถานการณ์ที่นักลงทุนเรียกร้องค่าชดเชยความเสี่ยงสูงกว่าเกณฑ์ปกติ
การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศมีแนวโน้มผันผวนสูง หลังธนาคารกลางสำคัญดำเนินนโยบายการเงินคนละทิศทาง ขณะที่เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นยังทำ QE และทำอัตราดอกเบี้ยติดลบขณะที่หุ้นกลุ่มหลักเหลือโอกาสทำกำไรน้อย
หุ้นกลุ่มธนาคาร สินเชื่อโตต่ำเป้า เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชนฟื้นช้าเกินคาด ขณะที่บริษัทส่วนหนึ่งฉวยจังหวะดอกเบี้ยต่ำ ระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้
ส่วนปัญหา NPL แม้จะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่การแก้ปัญหาโดยเฉพาะกลุ่ม SME ต้องใช้เวลา สถาบันการเงินจึงไม่อาจปรับลดการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญลงอย่างรวดเร็ว
หุ้นกลุ่มพลังงานยังได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ร่วงลง
IEA คาดการณ์ว่า ความต้องการน้ำมันโลกจะโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเตือนว่า อุปทานน้ำมันจะยังคงสูงกว่าอุปสงค์อย่างน้อยจนถึงช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ทำให้การปรับสมดุลในตลาดต้องใช้เวลามากขึ้น
แนะตั้งจุดหยุดขาดทุนที่ 1,460 จุด แนะรอเลือกซื้อหุ้น BJC (รับรู้กำไร BIGC เต็มไตรมาส ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง), CPF (ราคาไก่สูง ธุรกิจกุ้งฟื้นตัว ผลดีเงินบาทอ่อน), EA (ผลการดำเนินงานมีเสถียรภาพสูง), HANA (ผลดีจากเงินบาทอ่อนค่าสูงสุด), KCE, INTUCH (ปันผล 8.7-7.7%) ADVANC (ปันผล 7.6-7.1%) และ IRPC (UHV หนุนกำไร 2H16) รวมถึง AOT, BEAUTY, CHG, CK, ILINK และ ROBINS (ศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทวิเคราะห์พื้นฐานของธนชาต)







