
โลจิสติกส์ไทยสดใส พีคสตอเรจขยับรับ4.0
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
นโยบายขับเคลื่อนเข้าสู่ยุค 4.0 ของภาครัฐ ส่งผลให้ทุกธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต้องขยับองคาพยพตาม โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เข้ามาปรับใช้กับธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันได้
หนึ่งในธุรกิจที่ต้องปรับตัวรับกับยุค 4.0 ยังรวมไปถึงธุรกิจโลจิสติกส์และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ที่ถือว่าเป็นอีกหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ รวมไปถึงบริษัท พีค สตอเรจ ผู้นำเข้า จำหน่าย ติดตั้งระบบชั้นจัดเก็บ ชั้นวางสินค้า ในคลังสินค้า โรงงานอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ที่ขยับกลยุทธ์รับยุค 4.0 เช่นกัน
ศศิวรรธน์ วิทยาจักษุ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท พีค สตอเรจ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทในฐานะซัพพลายเออร์ของธุรกิจโลจิสติกส์ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งในส่วนของธุรกิจโลจิสติกส์และผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าที่เกิดการปรับตัวในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทต้องปรับตัวเช่นกัน โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมใหม่ระดับโลก เพื่อใช้สำหรับจัดเก็บสินค้าด้วยระบบแวร์
เฮาส์โซลูชั่น เช่น รางเลื่อนระบบออโต้ และตู้เก็บข้อมูล Bruynzeel ที่เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับจัดเก็บข้อมูลเอกสารต่างๆ ให้เป็นระบบ เพื่อให้การหาข้อมูลสามารถทำได้ง่ายขึ้นเมื่อต้องการใช้งาน เป็นต้น
“เปิดตัวนวัตกรรมดังกล่าว เพื่อรองรับการขยายตัวของระบบโลจิสติกส์ และตอบโจทย์ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่างๆ และผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ให้สามารถลดต้นทุน ประหยัดพื้นที่ภายในคลังสินค้า ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในระยะกลางและระยะยาว”
ขณะที่ภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์นั้น นับจากนี้เชื่อว่าจะสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ 3 ปีนับจากนี้ จากปี 2558 ที่ภาพรวมอยู่ในภาวะทรงตัวและเริ่มเห็นแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นในปี 2559 นี้ โดยมีปัจจัยบวกจากสถานการณ์การเมืองที่เริ่มนิ่ง การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี การเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และการที่ประเทศไทยก้าวสู่ยุค 4.0
ทั้งนี้ การที่ประเทศไทยได้รับการมองว่าเป็นจุดผ่านสำคัญไปยังเออีซี ทำให้จะเกิดความคึกคักด้านการลงทุนจากต่างชาติที่จะเข้ามาในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะการเป็นประตูไปสู่ สปป.ลาว ซึ่งถือเป็นประเทศของตลาดแรงงานเกิดใหม่ จึงทำให้การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนเกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าเพิ่มมากขึ้น
จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้บริษัทต้องปรับตัวและวางกลยุทธ์โดยเน้นทั้งการรักษาฐานลูกค้ากลุ่มเดิมที่ต้องการลงทุนโลจิสติกส์เพิ่ม การเพิ่มลูกค้าใหม่ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย รวมถึงการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะในอาเซียน
ปัจจุบันบริษัทเริ่มทำตลาดในอาเซียนแล้ว ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ลาว ในรูปแบบการส่งสินค้าตามความต้องการของลูกค้า และการตั้งดีลเลอร์ในประเทศนั้น โดยมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 5% จากตลาดอาเซียนเมื่อเทียบจากรายได้รวมทั้งบริษัท และเชื่อว่าสัดส่วนรายได้จากตลาดอาเซียนจะทยอยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากยังมีโอกาสทางการตลาดอีกมาก
นอกจากนี้ ยังเห็นแนวโน้มของตลาดในประเทศจากการที่มีลูกค้าเซ็นสัญญาแล้ว 3 ราย มูลค่าลงทุนคลังสินค้าตั้งแต่ 18-41 ล้านบาท และปีหน้ายังมีลูกค้ารายใหญ่เตรียมขยายธุรกิจคลังสินค้าที่มีมูลค่าหลัก 100 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้รายได้ของบริษัทเติบโตก้าวกระโดด โดยในปี 2558 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้เพียง 72 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 150 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็นมากกว่า 200 ล้านบาท ในปีหน้า
นอกจากนี้ การมีพันธมิตรธุรกิจที่แข็งแกร่งยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการทำธุรกิจยุคนี้ นับเป็นจุดแข็งของบริษัทในการมีพันธมิตรเป็นสินค้าแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ Dexion (เดกเชี่ยน)/Rack Amour (แร็ก อาเมอร์)/Bruynzeel (บรุนเซล)/CAEM (เคม) ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าในเรื่องของคลังสินค้าได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่สินค้า ระบบเทคโนโลยีต่างๆ ไปจนถึงการบริการหลังการขาย
ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจโลจิสติกส์ไทยยังไปได้อีกไกลแน่นอน







