
ชัยวุฒิ หารือ คลัง พลังงาน หนุนเก็บภาษีสรรพสามิตไม่เกิน 17%
ชัยวุฒิ หารือ คลัง พลังงาน ดันรถยนต์ประหยัดพลังงาน หนุนให้เก็บภาษีสรรพสามิตไม่เกิน 17% และให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ใช้ เพื่อจูงใจทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อ
ชัยวุฒิ หารือ คลัง พลังงาน ดันรถยนต์ประหยัดพลังงาน หนุนให้เก็บภาษีสรรพสามิตไม่เกิน 17% และให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ใช้ เพื่อจูงใจทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อ
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังและนพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงานเรื่องการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง ซึ่งทั้งกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานเห็นด้วยในหลักการที่จะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและการใช้รถยนต์ดังกล่าวในไทย โดยแนวคิดเบื้องต้นจะต้องเก็บภาษีสรรพสามิตไม่สูงกว่า 17% ที่เก็บในรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) รวมทั้งอาจมีสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ใช้ด้วย เพื่อเป็นแรงจูงใจ
หลังจากนี้ จะเป็นขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาศึกษารายละเอียด เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 3 เดือน โดยจะต้องพิจารณาในภาพรวมร่วมกับรถยนต์ประเภทอื่นๆ เช่น อีโคคาร์ อี 85 ไฮบริด เป็นต้น
สำหรับการศึกษาการเก็บภาษีสรรพสามิตรยนต์ประเภทใหม่จะต้องเก็บไม่สูงกว่าอัตราที่ให้แก่โครงการอีโคคาร์ ที่ 17% เนื่องจากเป็นการลงทุนใหม่ และภาษีจะต้องไม่จำกัดขนาเครื่องยนต์ (ซี.ซี.) เหมือนอีโคคาร์ รวมทั้งต้องไม่จำกัดแค่รถที่ใช้น้ำมันเท่านั้น จะรวมถึงรถที่ใช้พลังงานในทุกประเภท โดยการพิจารณาลดภาษีจะมุ่งเน้นที่การประหยัดพลังงาน และลดการปล่อยมลพิษ
ขณะเดียวกันอาจจะพิจารณาสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ประเภทดังกล่าว โดยจะเสนอให้มีการลดหย่อนภาษีรถยนตืประจำปี หรือให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถยนต์มาหักลดหย่อนภีเงินได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องหารือในรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ เนื่องจากมองว่าการลดภาษีสรรพสามิตอย่างเดียวอาจไม่จูงใจให้ประชาชนหันมาให้รถยนต์ประเภทนี้พอ เพราะจะได้ประโยชน์เฉพาะในช่วงซื้อเท่านั้นที่ราคาขายลดลง
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่าในอนาคตจะมีปัญหาด้านพลังงานมากขึ้น ซึ่งการชักจูงการลงทุนควรจะส่งเสริมให้ลงทุนผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างมลพิษให้สิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยเท่าที่หารือกับผู้ผลิตรถยนต์พบว่าความต้องการรถยนต์ใช้พลังงานน้อยและปล่อยมลพิษต่ำจะมีมากขึ้น ซึ่งทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมต้องการผลักดันให้เกิดการลงทนุรถยนต์ประเภทดังกล่าว เพื่อให้ก้าวไปสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน โดยเท่าที่หารือกับผู้ผลิตรถยนต์ 3 ราย จากสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นพบว่าสนใจที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ดังกล่าว ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าหมายให้รถยนต์ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงเป็นโปรดักแชมป์เปี้ยนต่อจากรถปิกอัพและรถอีโค คาร์
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมต้องการให้การผลิตรถยนต์ดังกล่าวผลิตชิ้นส่วนและเครื่องยนต์ในไทยมากกว่าการใช้ไทยเป็นฐานประกอบรถยนต์เพียงอย่างเดียว โดยถ้ากำหนดเงื่อนไขให้บริษัทรถยนต์ใช้วัตถุดิบในประเทศได้จะส่งผลให้อุตสาหกรรมชิน้ส่วนยานยนต์ของไทยขยายตัวตามไปด้วย







