posttoday
‘สิงคโปร์’ ยังมีช่องว่าง การลงทุนไทย

‘สิงคโปร์’ ยังมีช่องว่าง การลงทุนไทย

09 กันยายน 2559

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

“สิงคโปร์” ในความรู้สึกของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่กำลังมองหาลู่ทางขยายตลาดออกไปประเทศเพื่อนบ้านนั้น อาจจะอยู่ในลิสต์อันดับท้ายๆ ที่จะไป ด้วยมองว่ามีการแข่งขันสูงจากการที่สิงคโปร์ได้เปิดเสรีการลงทุนทั่วทุกมุมโลก แต่ทั้งนี้ก็ยังมีช่องว่างโอกาสของผู้ประกอบการไทยอยู่เช่นกัน

ฐิตินันทนา ตันศรีสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ สิงคโปร์ กล่าวว่า รัฐบาลสิงคโปร์มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนของชาวต่างชาติแบบเท่ากันหมด จึงทำให้กฎหมายการลงทุนของสิงคโปร์เอื้อประโยชน์ต่อผู้เข้ามาลงทุนอย่างมาก ทั้งไม่มีการกำหนดขั้นต่ำเงินลงทุน ไม่มีข้อกำหนดการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การจดทะเบียนบริษัทก็สามารถทำได้เร็ว รวมถึงเปิดเสรีการโอนเงินตราต่างประเทศ และผลกำไรในการประกอบธุรกิจออกนอกประเทศ เหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย

“หากนักลงทุนไทยสามารถดำเนินการตามระเบียบและข้อกำหนดของสิงคโปร์ ย่อมเข้าไปลงทุนในสิงคโปร์ได้อย่างสะดวก เห็นได้จากปัจจุบันมีนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในสิงคโปร์ทั้งธุรกิจสายการบิน ธนาคาร โรงแรม ร้านอาหารและสปา” ฐิตินันทนา กล่าว

ทั้งนี้ การที่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเศรษฐกิจของสิงคโปร์ได้มาตรฐานสากล การทำธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีระบบโลจิสติกส์ครบวงจร ภาษีนิติบุคคลอยู่ที่ 17% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดในอาเซียน อีกทั้งสิทธิประโยชน์ในการหักลดหย่อนภาษีในค่าใช้จ่ายลงทุนวิจัยและพัฒนา รวมถึงการตั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาค ก็เป็นตัวจูงใจให้เกิดการตัดสินใจลงทุนในสิงคโปร์

สำหรับผู้ประกอบเอสเอ็มอีที่สนใจจะเข้าไปลงทุนในสิงคโปร์ ระยะแรกอาจจะเข้าไปลงทุนร่วมกับบริษัทสิงคโปร์เพื่อมุ่งขยายตลาดการค้าสู่นานาชาติ มากกว่าที่จะมุ่งเจาะเฉพาะตลาดสิงคโปร์ เพราะสิงคโปร์มีขนาดตลาดเล็ก การแข่งขันสูง ต้นทุนสูง เข้มงวดในเรื่องมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและมีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ค่อนข้างมาก

พร้อมกล่าวอีกว่า รัฐบาลสิงคโปร์ได้วางนโยบายที่จะสร้างสิงคโปร์ให้เป็น “สมาร์ท เนชั่น” ทำให้อุตสาหกรรมสำคัญที่จะทำให้สิงคโปร์เติบโตต่อไปในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า คือ 1.เทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้องการใช้เทคโนโลยีมาปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างโอกาสทางธุรกิจ 2.การดูแลสุขภาพและธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ ที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นศูนย์บ่มเพาะบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการแพทย์ที่จะขยายสู่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนด้วย 3.อุตสาหกรรมการสร้างสรรค์ โดยได้สร้างฐานความรู้เศรษฐกิจ ส่งเสริมการเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในสาขาต่างๆ และ 4.การค้าปลีก ที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากสิงคโปร์เป็นเมืองแห่งการช็อปปิ้งของเอเชีย และคนสิงคโปร์จะมีรายได้สูงขึ้น ทำให้มีกำลังจับจ่ายใช้สอยสูงตามไปด้วย

สำหรับมูลค่าการลงทุนของไทยในสิงคโปร์ ปัจจุบันยังมีไม่มากนัก โดยในปี 2557 ไทยลงทุนในสิงคโปร์เป็นอันดับที่ 8 ของเอเชีย มีมูลค่า 4,516.1 ล้านเหรียญสิงคโปร์ รองจากญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซีย อินเดีย จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ขณะที่การลงทุนของสิงคโปร์ในไทยคิดเป็นอันดับที่ 4 รองจากญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย โดยครึ่งปีแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย. 2559) สิงคโปร์เข้ามาลงทุนในไทยจำนวน 48 โครงการ รวมมูลค่า 8,596 ล้านบาท

ฐิตินันทนา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาธุรกิจไทยที่ได้เข้ามาในสิงคโปร์มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ร้านอาหารไทย กิจการสปา การค้าสินค้าอาหารและเครื่องปรุงไทย แต่ในยุคปัจจุบันนี้ผู้ผลิตไทยต้องมองถึงธุรกิจหรือสินค้าที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดสิงคโปร์ตามวิสัยทัศน์อุตสาหกรรม 4.0 ของสิงคโปร์ที่วางเป้าไว้ว่า ในปี 2578 สิงคโปร์จะเป็นเมืองที่สามารถผลิตอาหารและพลังงานได้ มีการปรับการเกษตรให้เป็นลักษณะแนวตั้ง เพื่อใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม จากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลให้สิงคโปร์ไม่สามารถพึ่งพาตลาดส่งออกสำคัญๆ ได้มากนัก ทำให้หันไปพึ่งกลุ่มการผลิตที่เติบโตเพิ่มขึ้นเพื่อพยุงเศรษฐกิจ หากกลุ่มการผลิตฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้น จะส่งผลต่อเนื่องให้สิงคโปร์ต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศรวมทั้งไทยเพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงตลาดอาเซียนที่จะเป็นตลาดการค้าที่สำคัญของสิงคโปร์เช่นกัน

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี